|
ความเป็นมาและลักษณะของพระบรมสารีริกธาตุตามตำราโบราณ
ความเป็นมาและลักษณะของพระบรมสารีริกธาตุมีว่า เมื่อสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ณ อุทยานสาลวัน ใกล้กรุงกุสินารา แคว้นมัลละนั้น พระอานนท์ได้กราบทูลถามข้อที่ควรปฏิบัติภายหลังปรินิพพาน รวมทั้งการถวายพระเพลิงพระบรมศพด้วย ทรงตรัสว่า " เป็นหน้าที่ของพระมหากษัตริย์ พราหมณ์ และบัณฑิตจะพึงจัดทำกันเอง " พระอานนท์ทูลถามต่อไปว่า " เขาจะพึงจัดการกันอย่างไร " ตรัสตอบว่า " เขาจะจัดการอย่างพระศพของพระเจ้าจักรพรรดิ์ " เมื่อทูลถามต่อไปว่า " พระศพของพระเจ้าจักรพรรดิ์นั้น จัดทำอย่างไร " รับสั่งว่า " เขาห่อพระศพด้วยผ้าใหม่แล้วหุ้มด้วยสำลีสลับกัน 500 ชั้น ใส่ลงในรางน้ำมันที่ทำด้วยเหล็ก แล้วปิดด้วยฝาเหล็ก ตั้งเผาบนไม้หอม เสร็จแล้วนำไปบรรจุในสถูปที่สร้างไว้ ณ หนทางสี่แพร่ง เป็นที่สักการบูชาของคนที่มาจากสี่ทิศ "
คืนนั้นพวกเจ้ามัลละทราบข่าวประชวรหนัก ก็มาถวายบังคม รุ่งขึ้นรีบประชุมปรึกษากัน เรื่องการจัดเตรียมถวายเพลิงพระพุทธสรีระ ครั้นสมเด็จพระพุทธองค์เสด็จปรินิพพานแล้ว ก็เตรียมจัดพิธีถวายเพลิงพระศพตามพุทธาธิบาย จัดสถานที่ให้ประชาชนมาถวายบังคม 7 วัน แล้วอัญเชิญพระศพไปตั้งที่มกุฏพันธนเจดีย์ นอกกำแพงเมืองกุสินารา รอเวลาจนพระมหากัสสะป พร้อมด้วยบริวารเดินทางมาถวายบังคมพระบาทยุคลแล้ว ปรากฏบังเกิดเหตุเป็นอัศจรรย์ว่าเพลิงทิพย์เกิดขึ้นเอง ลุกไหม้พระพุทธสรีระจนเหลือแต่พระอัฐิ พระเกศา พระโมลา พระนขา พระทันตา กับผ้าคู่หนึ่ง พระอัฐิธาตุทั้งปวงไหม้ละเอียด เป็นเกล็ดขนาดใหญ่เท่าเล็ดถั่วแตก ขนาดกลางเท่าเมล็ดข้าวสารหัก ขนาดเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาด ส่วนที่ยังเป็นชิ้นเป็นอัน อยู่ตามเดิมคือ
1. พระอุณหิสธาตุ ( พระอัฐิหน้าผาก ) 1 ชิ้น
2. พระทาฐธาตุ ( พระเขี้ยวแก้ว ) 4 ชิ้น
3. พระพระอักขกาตุ ( พระรากขวัญ ) 2 ชิ้น
4. พระทนต์ ( พระทันต์ธาตุ ) 36 ซี่
เมื่อได้มีการแบ่งพระบรมสารีริกธาตุแก่พระมหากษัตริย์และพราหมณ์ทั้ง 7 นครที่มาขอแล้ว พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์และพราหมณ์ ต่างก็สร้างพระสัมมาสัมพุทธเจดีย์ขึ้น เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ในแว่นแคว้นของตนเอง
ครั้นพระพุทธศาสนาล่วงได้ 218 ปี พระเจ้าอโศกมหาราชโปรดให้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุที่ขุดได้จากพระสัมาสัมพุทธเจดีย์ต่างๆ นำไปบรรจุในเจดีย์ที่พระองค์สร้างขึ้น กับได้อันเชิญพระบรมสารีริกธาตุบางส่วน มอบให้พระเถระนำไปประดิษฐาน สืบทอดพระพุทธศาสนาที่ลังกาทวีปและนานาประเทศในทวีปเอเชีย ความเคารพเลื่อมใสในพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งถือเป็นยอดมงคลแทนองค์พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็เจริญแพร่หลายขยายตามกันไป พระมหากษัตริย์ผู้ครองประเทศต่างๆ ได้ทรงสร้างเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ไว้เป็นที่เคารพสักการะเป็นจำนวนมาก เช่น พระเจดีย์สุวรรณมาลิก ที่ลังกา พระเจดีย์ชเวดากอง ที่พม่า พระธาตุดอยตุง พระธาตุจอมกิตติ พระธาตุพนม พระธาตุดอยสุเทพ พระธาตุหริภุญไชย เป็นต้น
นอกจากเจดีย์ร้างบางแห่ง ซึ่งคงเคยเป็นบ้านเมืองที่รุ่งเรืองมาแต่โบราณกาล เมื่อขุดค้นลงไป ก็จะมีข่าวว่าได้พบผอบทองคำบรรจุพระบรมสารีริกธาตุและพระธาตุพระอรหันต์อยู่เนืองๆ แต่ส่วนใหญ่ผู้พบก็มักจะปกปิดเอาไว้ด้วยความหวงแหน ได้มีผู้ยืนยันว่า พบเห็นอิทธิปาฏิหาริย์ของพระบรมสารีริกธาตุต่างๆ กัน เช่น ปรากฏเป็นดวงไฟส่องสว่างดุจสีรุ้ง พุ่งไปในอากาศ หรือเป็นแสงเสด็จจากพระเจดีย์องค์หนึ่ง ลอยไปยังเจดีย์อีกองค์หนึ่ง หรือบางครั้ง พระบรมสารีริกธาตุ และพระอรหันตธาตุที่เก็บรักษาบูชาไว้ ขยายจำนวนเพิ่มขึ้นเป็นที่น่าอัศจรรย์ ( ผู้จัดทำเว็บไซต์บ้านเรือนไทย มีประสบการณ์หลายต่อหลายครั้ง จะได้นำเนื้อหามาลงในโอกาสต่อไป )
คุณลักษณะของพระบรมสารีริกธาตุ
คุณลักษณะของพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันต์ธาตุ ตามความรู้ความเข้าใจของท่านผู้ศึกษา และได้ประสบพบของจริง คือ คุณบุญช่วย สมพงษ์ อดีตอธิบดีกรมการศาสนา ท่านได้เขียนพรรณนาไว้ในหนังสือ " ตำราพระธาตุ พร้อมด้วยสัณฐาน และวรรณะพระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพุทธสาวกขีณาสวะอรหันตเจ้าทั้งหลายโดยสังเขป " ดังนี้
1. พระบรมสารีริกธาตุ ก็ดี พระอรหันต์ธาตุ ก็ดี ย่อมมีลักษณะแตกต่างจากอัฐิหรือกระดูกของปุถุชนธรรมดา โดยที่ท่านเป็นผู้ที่สำเร็จพระอรหันต์ผลและได้ปรินิพพานอันเป็นธรรมวิเศษ ยากที่ผู้ใดจะพึงบรรลุได้ในสมัยปัจจุบัน ดังนั้น พระธาตุจึงมีลักษณะแตกต่างจากปุถุชนธรรมดา ดังนี้
ก. มีลักษณะ กลม เสี้ยว ยาวรี เป็นเหลี่ยม หรือแม้นมีลักษณะคล้ายกระดูกคนก็จริง แต่มีส่วนเล็กกว่ามาก รูปพรรณสัณฐานเป็นมันเลื่อม มีสีต่างๆ เช่น สีทอง สีขาวเป็นงาช้าง สีแดงเรื่อๆ สีเหลืองปนแดง เป็นต้น
ข. มีลักษณะถ้าจะมองดูเพียงเผินๆ จะคล้ายก้อนหิน ก้อนกรวด หรือไข่มุกธรรมดา แต่ถ้าจะพิจารณาโดยละเอียดแล้ว มิได้เป็นเช่นดังที่กล่าว เหตุด้วยมีน้ำหนักเบากว่ามาก และมีความดูดคล้ายแม่เหล็ก กล่าวคือ ดูดสิ่งของไม่ได้อย่างแม่เหล็ก แต่มักจะรวมเข้าหากันเองได้ โดยเหตุเช่นนี้ พระธาตุขนาดเล็กบางองค์ มักจะรวมติดกัน เป็นกลุ่ม เป็นแพ อาศัยเหตุนี้เอง ท่านเกจิอาจารย์จึงกล่าวว่า " ผู้ใดมีพระธาตุ ถ้าหมั่นบูชาและสักการะตามวิธีอันควรแล้ว มักจะเป็นเหตุให้พระธาตุองค์อื่นๆ เสด็จมาร่วมอยู่ด้วย "
ค. พระบรมสารีริกธาตุ ก็ดี พระอรหันต์ธาตุ ก็ดี ถ้าเป็นขนาดเล็ก เช่น ขนาดเท่าเมล็ดข้าวสารหัก ขนาดเท่าเมล็ดพันธุ์ผัก หรือขนาดเท่าเมล็ดงาก็ตาม ถ้าเป็นสิ่งแท้แล้ว ท่านโบราณจารย์ กล่าวไว้ว่า ท่านเสด็จลอยเหนือน้ำได้ โดยความมหัศจรรย์อันลักษณะที่ลอยนั้น ถ้าสังเกตให้ดี จะเห็นโดยแน่ชัดว่า มิใช่ลอยอย่างท่อนไม้ลอยน้ำ อย่างทำนองลอยครึ่งจมครึ่ง แต่พระบรมสารีริกธาตุหรือพระอรหันตธาตุจะประทับลงบนน้ำ ทำให้น้ำเป็นแอ่ง หรือเป็นรอยบุ๋มลงไป และรัศมีของน้ำจะเป็นแฉกๆ และพระบรมสารีริกธาตุบางองค์ก็อาจจะจมน้ำก็ได้ เมื่อได้ลอยน้ำแล้วและถ้าเราได้ช้อนขึ้นวางบนพื้นน้ำใหม่ ก็อาจจะลอยให้ปรากฏแก่ตาได้อีก ทั้งนี้เป็นความมหัศจรรย์อย่างยิ่ง ซึ่งยากที่นักวิทยาศาสตร์จะสามารถพิสูจน์หาเหตุผลได้ว่าเป็นเพราะอะไร
ง. พระบรมสารีริกธาตุ ก็ดี พระอรหันต์ธาตุ ก็ดี ถ้าขนาดใหญ่กว่าดังที่กล่าว มักไม่ลอยเหนือน้ำ อย่างไรก็ดี เป็นที่เชื่อถือกันในบรรดาท่านผู้รู้ทั้งหลายว่า พระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุ มีพุทธาภินิหาร ปรากฏเป็นรัศมีสีต่างๆ ในยามค่ำคืนบางเวลาและเป็นมหาสิริมงคลแก่บรรดาผู้ที่ได้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งได้ปรากฏในประวัติศาสตร์แล้วว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงและพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เคยทอดพระเนตรเห็นพระบรมสารีริกธาตุ ทรงแสดงปาฏิหาริย์ โดยปรากฏเป็นรัศมีสีต่างๆ โดยรอบองค์พะปฐมเจดีย์
2. มีความเชื่อและเข้าใจอยู่อีกประการหนึ่ง ในบรรดาของผู้รู้ทั้งหลายว่า ถ้าผู้ใดมีพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันต์ธาตุอยู่ในครอบครอง แต่ไม่ได้ประดิษฐานไว้ในที่อันควรและไม่หมั่นเคารพบูชาแล้ว ท่านก็มักจะเสด็จไปที่อื่น แต่ถ้าประดิษฐานไว้ในที่อันควรและหมั่นเคารพบูชาอยู่เป็นประจำ ก็อาจเป็นเหตุให้พระบรมสารีริกธาตุ และพระอรหันตธาตุจากที่อื่น เสด็จมาประทับร่วมเพิ่มขึ้นอีกก็ได้
3. ท่านผู้รู้ทั้งหลายเชื่อกันว่า พระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันต์ธาตุ ประทับอยู่ที่ใด จะเป็นสถานที่ก็ดี หรือจะเป็นบุคคลก็ดี สถานที่นั้น และบุคคลนั้น มักประสบแต่สิริสวัสดิพิพัฒนมงคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็น พระบรมสารีริกธาตุ พระพิมพาธาตุ พระสิวลีธาตุ ( พระฉิม ) พระสารีบุตรธาตุ พระโมคคัลลาน์ธาตุ พระมหากัจจายน์ธาตุ และพระองคุลิมาล์ธาตุ เป็นต้น
ท่านอดีตอธิบดีกรมการศาสนา ได้ออกตัวไว้ว่า ที่ท่านเขียนคำชี้แจงและบรรยายข้อความบางประการไว้ดังที่กล่าวมา จุดมุ่งหมายของท่านประสงค์ให้เป็นแนวทางศึกษา แก่ท่านผู้ประสงค์ที่จะค้นคว้าหาความจริงต่อไป ความรู้ต่างๆ ดังที่ท่านได้กล่าวมาข้างต้น ท่านว่าท่านได้รับการถ่ายทอดมาจากพระเถรานุเถระชั้นผู้ใหญ่ และในบางข้อท่านได้รับความกรุณาโดยแสดงบทพิสูจน์ให้ดู ตัวท่านเองได้ประสบพบเห็นของจริง ทั้งพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันต์ธาตุ หลายครั้งหลายหน โดยที่ท่านได้ทำการทดลองด้วยตัวเองตามคำแนะนำของพระเถรานุเถระชั้นผู้ใหญ่ จนท่านได้สารภาพว่า ความคิดเดิมที่เข้าใจว่า พระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันต์ธาตุ เป็นสิ่งไม่มีตัวตน ได้ค่อยๆ ลดหายลงไปจากตัวท่านและกลับมาเชื่อในตำราพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันต์ธาตุ อย่างเต็มที่
คำนมัสการพระบรมสารีริกธาตุของโบราณ
อุกาสะ ข้าพเจ้าจะขอยกมือวรวันทา ประนมนิ้วหัตถาขึ้นเหนือเศียร ต่างรัตน์ประทีปธูปเทียนแก้วเจ็ดประการ แลโกสุมสุมามาลย์ประทุมชาติอันโชติช่วงช่อวิจิตร แจ่มจำรัสสุนทโรภาส ด้วยเมื่อองค์สมเด็จพระบรมโลกนาถศาสดาจารย์ญาณสัพพัญญูบรมครูเจ้า เสด็จเข้าสู่พระปรินิพพาน พระองค์ทรงประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุไว้ สิริพระบรมธาตุทั้งหลายน้อยใหญ่ตวงได้สิบหกทะนานทอง พระรากขวัญทั้งสอง พระเขี้ยวแก้วสี่ กับพระศรีอุณหิศหนึ่ง นับรวมกันได้ครบเป็นเจ็ดองค์นี้แลคงตามสภาวะเดิม อันจะแหลกลาญด้วยเพลิงสังหารนั้นหามิได้ แต่พระธาตุน้อยใหญ่ทั้งหลายนั้นไซร้ พลันเพลิงไหม้สังหารละเอียดลง ยังคงแต่พระบรมสารีริกธาตุสามสถาน ใหญ่น้อยปานกลางมีประมาณต่างกัน พระบรมธาตุขนาดใหญ่นั้นมีประมาณเท่าเมล็ดถั่วหักตักตวงได้ห้าทะนาน ทรงบวรสัณฐานประมาณแม้นเหมือนหนึ่งพรรณทองอุไร พระบรมธาตุขนาดกลางนั้นไซร้มีประมาณเท่าเมล็ดข้าวสารหักตักตวงได้ห้าทะนาน ทรงพระบวรสัณฐาน ประมาณเหมือนพรรณแววแก้วผลึกอันเลื่อนลอย พระบรมธาตุขนาดน้อยประมาณแม้นเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาดตวงได้หกทะนาน ทรงพระบวรสัณฐานดังพรรณสีดอกบุปผาชาติพิกุลอดุลย์ใสสี พระบรมสารีริกธาตุทั้งหลายนี้ หมู่มนุษย์แลเทวะนิกรอมรอินทร์พรหมภิรมย์ พากันเชิญเสด็จไปประดิษฐานรักษาไว้ พระบรมธาตุน้อยใหญ่คือ พระรากขวัญซ้ายสถิตอยู่ชั้นพรหมา พระรากขวัญเบื้องขวากับพระนลาตะอุณหิศส ถิตอยู่เมืองอนุาราชสังหฬ พระเขี้ยวแก้วขวาเบื้องบนอยู่ดาวดึงษาสวรรค์ พระเขี้ยวแก้วขวาเบื้องล่างนั้น สถิตอยู่เกาะแก้วลังกาสิงหฬ พระเขี้ยวแก้วซ้ายเบื้องบน อยู่เมืองคันธาระวิไสย พระเขี้ยวแก้วซ้ายเบื้องล่างนั้นไซร้ สถิตอยู่เมืองนาคสถาน แต่พระบรมสารีริกธาตุทั้งสิบหกทะนานนั้น ประดิษฐานไว้ในแผ่นพื้นภูมิภาคแห่งพระนครทั้งแปด คือ เมืองราชคฤหบุรี เมืองเวสาลีสวัสดิ์ เมืองกบิลพัสด์มหานคร เมืองอัลปะกะบุรีรมย์ แลบ้านพราหมณ์นิคมเขต เมืองเทวะทะหะประเทศ เมืองปาวายะบุรินทร์ แลเมืองนครโกสินรายน์ พระเกศา โลมา นะขา ทันตา ทั้งหลาย เรี่ยรายประดิษฐานอยู่ทุกทิศทั่วจักรวาล ฝ่ายพระพุทธบริขาร คือบาตรแลจีวรท่อนผ้าสันถัตรัดประคดใน สมุกเหล็กไฟกล่องเข็มผ้ากรองน้ำธะมะการก วัสลิกะสาฏกผ้าชุบสรง หนังนิสิทน์มีดโกนตลกบาตรเครื่องลาด แท่นพระบรรทม ลูกดานทองฉลองพระบาทธาตุบริขารทั้งหลายนี้ องค์ขัติยาธิบดีพราหมณ์มหาศาล ผู้เลื่อมใสกมลมาล ประกอบไปด้วยศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง ได้อัญเชิญพระบรมธาตุบริขารสิบหกสิ่งนี้ ไปประดิษฐานไว้ทั้งสิบหกเมือง ต่างกระทำสักการบูชารุ่งเรืองเห็นปรากฏ
" กายนทนธนํ " พระพุทธรัดประคด อยู่ ณ เมืองเทวะทะหะราฐ " ปตฺโต " บาตร อยู่เมืองอนุราชสิงหฬทวีปลังกา " อุทกสาฏกํ " ผ้าชุบสรง สถิตอยู่ ณ เมืองปัญจาละนคร " จีวร " ผ้าจีวร อยู่เมืองพันทะวิไสย " หรนี " สมุกเหล็กไฟ อยู่เมืองตักสิลา " วาสีสูจิฆร " มีดโกนแลกล่องเข็ม ประดิษฐานอยู่เมืองอินระปัตมะไหสวรรย์ " จมมํ " หนังสิทน์สันถัต สถิตอยู่เมืองคันธาระราฐ " ถวิกา " ตลกบาตรแลเครื่องลาดที่พระบรรทม ลูกดานทอง ฉลองพระบาททั้งคู่ อยู่บ้านอุสิระคาม ยังพระธาตุบริขารอื่นอีกหกสิ่ง คือ พระอังคาร ถ่านเถ้าเสาเชิงตะกอน นั้นสถิตอยู่ ณ เมืองโมรียะประเทศ จุฬามุนีบรมเกษธาตุ ประดิษฐานอยู่ดาวดึงษาสวรรค์ " กาสายะวัตถัง " ผ้าสรง นั้นอยู่ ณ ชั้นพรหมา " สุวรรณโฑณ " ทะนานทอง ที่ตวงพระบรมสารีริกธาตุ สถิตอยู่ นครโกสินรายน์รัตนไหศวรรย์ พระบรมธาตุทั้งยี่สิบสองประการนั้นทรงพระคุณเป็นอันยิ่ง พระองค์ทรงอนุญาตประทานไว้ทุกสิ่ง ด้วยพระมหากรุณา หวังพระทัยเพื่อจะให้เป็นที่สักการบูชา เกิดผลานิสงส์ อันเป็นสวัสดิ์มงคลแก่ฝูงเทเพามนุษย์ กว่าจะยุติสิ้นสุดพระพุทธศาสนา
ครั้นกาลล่วงนานมาในห้าพันปี พระบรมธาตุทั้งหลายนี้เสด็จไปสู่ลังกาเกาะ เพื่อที่จะทรงสงเคราะห์ชาวสิงหฬ ให้เกิดสวัสดิ์มงคลด้วยกระทำสักการบูชาพระคุณ เมื่อถึงกาลพระพุทธศาสนาใกล้จะสิ้นสูญ ครบจำนวนถ้วนห้าพันปี พระบรมธาตุทั้งหลายนี้จะเสด็จไปสู่ที่พระเจดีย์ฐาน ดำรงอยู่โดยจำเนียรกาลบ่มิได้คลาด ครั้นถึงพระพุทธศักราชล่วงได้สี่พันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าพรรษา สังขยาเดือนล่วงได้สิบเอ็ดเดือนกับยี่สิบสองวัน รุ่งอโณทัย พระบรมสารีริกธาตุทั้งหลายนี้ไซร้ จะเสด็จไปสู่สถานที่สันนิบาตมิทันนาน ทรงทำยมกปาฏิหาริย์ด้วยพุทธฤทธิ์อันพิเศษบังเกิดเป็นพระพุทธนิเวศน์ แลพระพุทธวรกายสูงได้สิบแปดศอก เปล่งพระรัศมีออกสิบหกประการ มีพระวรสัณฐานวิจิตรจำรัสศรีสุนทรโรภาส ทรงพระสิริวิลาศอันเพริศแพร้ว ดวงพระพักตร์ผุดผ่องแผ้ว ดังสีสุวรรณทองแท่งธรรมชาติ พระรูปองค์สมเด็จพระบรมโลกนาถ เสด็จขึ้นสถิตนั่งเหนือรัตนบัลลังก์อาสน์ ทรงพระสมาธิมั่นในควงต้นไม้พระศรีมหาโพธิ์ ทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์โปรดสัตว์คนธรรพ์ เทวะนิกรอมรฤาษีสิทธิ์พิทธยาธร กินนรนาคราช ทั้งหมู่อสุระเดียรดาษ นั้นแน่นเหนือพื้นแผ่นพสุธา สตฺตาหิ ทรงตรัสพระธรรมเทศนาโปรดสัตว์อีกเจ็ดวัน ในครั้งนั้นได้สี่อสงไขยสองล้านสามแสนหกสิบเจ็ดพันโกฏิแล้ว พระเตชาตุก็พวงพุ่งรุ่งโรจน์โชตนาการ สังหารพระบวรพุทธสรีรธาตุให้สิ้นสุด ในวันพุธ เดือนหก ขึ้นสิบห้าค่ำ ปีชวด นักษัตรอัฐศก พระพุทธศาสนาก็บรรจบครบจำนวนถ้วนห้าพันพรรษา
อหํ วนฺทามิ ธาตุโย ข้าพเจ้าขอน้อมนมัสการ พระบรมสารีริกธาตุทั้งหลาย ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
อหํ วนฺทามิ สพฺพโส ข้าพเจ้าขอน้อมนมัสการ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ด้วยประการทั้งปวง
|