ชื่อลูกบ้าน/สมาชิกชรท. รหัสผ่าน
เว็บไซต์บ้านเรือนไทย : ชมรมรักษ์ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แห่งประเทศไทย (ชรท.)
อาทิตย์ 20 เมษายน 2557

  กระดานกิจกรรมข่าวสารกัมมัฏฐานบ้านเรือนไทย กำลังทำการทดลองใช้งานคลิปวิดีโอกิจกรรมมหากุศลผลบุญ ในอนาคตอันใกล้นี้ทางเราจะบันทึกภาพเคลื่อนไหว พ่อแม่ครูอาจารย์สายกัมมัฏฐาน หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ตั้งแต่ท่านเดินทางมาถึงสถานที่จัดงาน จนถึงช่วงแสดงพระธรรมเทศนาจนจบสมบูรณ์...ล่าสุดกล้องวิดีโอตัวนี้เสียหายจนซ่อมไม่ได้แล้วครับ



บ้านเรือนไทย ให้แสงสว่างนำทางกับทุกท่าน ที่เข้ามาเยี่ยมชมทุกกระทู้และทุกกระดานสนทนาธรรมกัมมัฏฐานบ้านเรือนไทย
บ้านเรือนไทย อนุญาตให้ท่านนำรูปภาพไปเผยแพร่เพื่อเป็นพุทธบูชาได้ โดยห้ามทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวหรือเพื่อการค้าทุกรูปแบบ
บ้านเรือนไทย ขอความกรุณา อย่าตัดคำว่า www.baanruenthai.com ออกไปจากทุกรูปภาพ เพราะสิ่งนี้เป็นลิขสิทธิ์ที่ถูกต้องตามกฏหมาย
บ้านเรือนไทย หวังว่าท่านทั้งหลายจะได้ตามชื่อ เว็บไซต์บ้านเรือนไทย เพื่อมาชมกิจกรรมมหากุศผลบุญที่ผ่านมาตลอดปีและอนุโมทนาบุญร่วมกัน
# สนทนาธรรม : ชีวประวัติและปฏิปทา พ่อแม่ครูอาจารย์สายกัมมัฏฐาน หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
โพสต์โดย ชีวประวัติและปฏิปทา ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ วัดเจติยาคิรีวิหาร (ภูทอก) ตำบลนาแสง อำเภอศรีวิไล จังหวัดหนองคาย
บ้านเรือนไทย
เจ้าบ้าน



โพสต์กระทู้ : 13668
ที่อยู่ : บ้านเรือนไทย ต.บางกรวย อ.บางกรวย จ.นนทบุรี 11130
ร่วมเจตนารมณ์อุดมการณ์บ้านเรือนไทย : 19 มกราคม 2549 06:26:00
โพสต์ : วันที่ 27 มีนาคม 2554 15:17:56
ชีวประวัติและปฏิปทา ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ วัดเจติยาคิรีวิหาร (ภูทอก) ตำบลนาแสง อำเภอศรีวิไล จังหวัดหนองคาย



ชีวประวัติและปฏิปทา ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ จากหนังสือ “กุลเชฏโฐอนุสรณ์” คณะศิษยานุศิษย์พิมพ์ถวายเป็นธรรมบูชา เนื่องในงานเสด็จพระราชทานเพลิงศพ ณ วัดเจติยาคิรีวิหาร (ภูทอก) อำเภอบึงกาฬ จังหวัด หนองคาย วันเสาร์ที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ.๒๕๒๔

ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ มีชาติกำเนิดในสกุล “นรมาส” เกิดเมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๖๓ ตรงกับวันเสาร์ แรม ๑๐ ค่ำ เดือน ๘ ปีวอก ณ บ้านเหล่ามันแกว บ้านเลขที่ ๒๘ หมู่ที่ ๑๒ ตำบลดงมะยาง อำเภออำนาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี บิดาท่านชื่อลา มารดาชื่อแหวะ สกุลเดิมคือวงศ์จันทร์ บรรพบุรุษของท่านอพยพมาจากเวียงจันทน์ เป็นอุปฮาดของเมืองเวียงจันทน์ เมื่อมีภัยสงครามเกิดขึ้น เวียงจันทน์แตก อุปฮาดผู้เป็นต้นตระกูลก็พาครอบครัวอพยพมา ครั้งแรกนั้นตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ตำบลหนองวัวลำภู ต่อมาย้ายถิ่นฐานบ้านช่อง กระทั่งท้ายที่สุดมาอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี บิดามีอาชีพทำนา และมีความรู้ทางด้านสมุนไพรมาก เพื่อนบ้านในละแวกใกล้เคียงได้อาศัยเวลาเจ็บไข้ได้ป่วย คือเป็นหมอประจำหมู่บ้าน เป็นที่รักใคร่นับถือ และได้รับเลือกให้เป็นผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งบิดาของท่านก็ดำรงตำแหน่งนี้มาตลอดจนถึงแก่กรรม ขณะนั้นท่านอายุได้ 16 ปี ท่านมีพี่น้องร่วมบิดามารดา ๗ คนด้วยกัน มีชื่อตามลำดับดังนี้

๑. นายเหีย นรมาส ถึงแก่กรรม

๒. นายแดง นรมาส

๓. นายโลน นรมาส ถึงแก่กรรม

๔. นางน้อยแสง หมายสิน

๕. นายอ่อนจันทร์ นรมาส

๖. ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ

๗. นายนวล นรมาส

ตามชนบทในสมัยนั้นโรงเรียนมีน้อยมาก ตั้งอยู่ห่างไกลกัน ในตำบลหนึ่งๆ มิได้มีโรงเรียนครบทุกหมู่บ้าน หมู่บ้านใดไม่มีโรงเรียนเด็กก็ต้องมาเรียนรวมกันที่โรงเรียนในหมู่บ้านใกล้เคียง ซึ่งต้องเดินนับเป็นสิบๆ กิโลเมตร.ผู้ปกครองจะยอมให้บุตรหลานไปเรียนหนังสือจึงต้องให้โตพอประมาณ คืออายุ ๙-๑๐ ปี ท่านอาจารย์ก็เช่นเดียวกันเริ่มเข้าเรียนหนังสือเมื่ออายุครบ ๙ ขวบเต็ม ต้องเดินไปโรงเรียนที่อีกหมู่บ้าน คือที่บ้านดงมะยาง จนขึ้นชั้นประถมปีที่ ๓ โรงเรียน จึงย้ายมาอยู่ที่วัดเจริญจิต บ้านโคกกลาง ติดกับบ้านเหล่ามันแกว อันเป็นบ้านเกิด ท่านได้เรียนรู้ที่โรงเรียนนี้จนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของตำบลชนบทละแวกนั้น ระหว่างเรียนเป็นผู้เรียนดี ฉลาดและขยันหมั่นเพียรอย่างยิ่ง สอบไล่ได้ที่ ๑ โดยตลอด ตั้งแต่ชั้นประถมปีที่ ๑ จนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ได้รับคำชมเชยยกย่องจากครูบาอาจารย์ ทั้งในด้านการเรียน และในด้านความประพฤติจนครูเชื่อถือรักใคร่ให้ช่วยสอนเพื่อนนักเรียนแทนครูตลอด เป็นประจำทุกชั้นเรียน

หลังจากจบการศึกษาแล้ว อายุย่างเข้า ๑๘ ปี ท่านได้เข้าทำราชการกรมทางหลวงแผ่นดิน อยู่เป็นเวลา ๔ ปี จึงได้ลาออกเพื่อเตรียมอุปสมบท กล่าวได้ว่าท่านเป็นผู้มีนิสัยฝักใฝ่ในทางธรรมมาแต่เด็ก นอกจากการวิ่งเล่นซุกซนสนุกสนานตามวิสัยเด็กน้อยแล้ว สำหรับนิสัยทางสร้างบาปสร้างกรรมไม่มีเลย ท่านเล่าเสมอว่าท่านไม่ชอบฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ส่วนการหยิบฉวยลักขโมยนั้น แม้แต่เข็มสักเล่มเดียวก็ไม่เคยหยิบฉวยของใครเลย เมื่อท่านอายุได้ ๑๔-๑๕ ปี ได้พบพระธุดงค์มาปักกลดอยู่ใกล้บ้าน ก็บังเกิดความเลื่อมใส และตั้งปณิธานว่าต่อไปจะบวชอย่างท่านบ้าง พระธุดงค์ได้มอบหนังสือ “ไตรสรณาคมน์” ของท่านพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม แห่งวัดป่าสาลวัน นครราชสีมา มาให้ หนังสือนี้นอกจากสอนให้พุทธศาสนิกชน รู้จักการเข้าถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างแท้จริงแล้ว ได้สอนวิธีปฏิบัติภาวนาด้วย ท่านบังเกิดความคิดเลื่อมใสศรัทธา จึงจะลองปฏิบัติตามหนังสือนั้น เริ่มสวดมนต์ไหว้พระ ทำวัตรต่อ แล้วนั่งสมาธิหัดบริกรรม “พุทโธ พุทโธ พุทโธ” จนกระทั่งปรากฏว่าจิตรวม จิตกับกายแยกกัน ไม่เหมือนกัน จิตอยู่เฉพาะจิต กายอยู่เฉพาะกาย เวทนาใดก็ไม่มีปรากฏเลย

ท่านเล่าว่า...เวลานั้นก็ไม่รู้จักอะไรลึกซึ้ง ด้วยหัดเอง ทำเอง ทำตามลำพังคนเดียวไม่มีผู้รู้มาสอนให้ก้าวหน้าขึ้น ได้แต่รู้สึกว่านั่งสมาธิแล้วก็สบายดี กายเบา จิตขาวนิ่มนวลผ่องใส เหมือนนั่งนอนอยู่อากาศอันนิ่มนวล ทำให้จิตใจดูดดื่มมาก นึกอยากจะภาวนาเสมอๆ ถ้าวันไหนใจไม่สบาย ก็ต้องเข้าที่นั่งภาวนา สงบใจเสมอ ภายหลังระหว่างทำงานได้รับหนังสือ “จตุราลักษณ์” ของท่านพระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล มาอ่านเพิ่มเติมสติปัญญาอีก เมื่อท่านอ่านไปถึง มรณานุสติ จิตก็สลดสังเวชว่า เราก็ต้องมีตายอยู่นั่นเองและในหนังสือนั้นท่านพระอาจารย์เสาร์ ก็ได้ย้ำถึงเรื่องกรรมว่า คนเราต่างมีกรรมเป็นของของตน มีกรรมเป็นผู้ให้ผล มีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นผู้ติดตาม มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย เราทำกรรมอันใดไว้ เป็นบุญหรือเป็นบาป เมื่อยังมีชีวิตอยู่ กรรมนั้นจักเป็นทายาทให้เราได้รับผลกรรมนั้นต่อๆ ไป คือหมายความว่า กรรมต่างจำแนกสัตว์ให้เป็นไปต่างๆ นานา ให้เลว ให้ดี ให้ชั่ว ให้ประเสริฐ เมื่ออ่านกันถึงตอนนี้ ท่านก็บังเกิดความสลดสังเวชใจอย่างยิ่ง นึกว่าคนเราที่เกิดมาถ้าไม่ประกอบคุณงามความดี ก็ไม่มีประโยชน์แก่ชีวิตของตน และไม่มีโอกาสที่จะได้รับความสุขต่อไปในชาติหน้าอีก ศรัทธาในพระศาสนาก็เพิ่มพูนขึ้น เมื่ออายุเพียง ๒๐ ปี ถึงกับสละเงินที่เก็บหอมรอมริบระหว่างทำงานอยู่กรมทางหลวงทั้งหมดเป็นเจ้าภาพสร้างมหากฐินคนเดียว สร้างพระประธาน สร้างส้วมในวัดจนหมดเงิน

เมื่อท่านพระอาจารย์จวน อายุ ๒๑ ปีบริบูรณ์ ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ฝ่ายมหานิกาย ที่วัดเจริญจิต บ้านโคกกลาง ตำบลดงมะยาง อำเภออำนาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี พระอุปัชฌายะ ชื่อบุ พระกรรมวาจาจารย์ ชื่อพระมหาแจ้ง ได้ฉายาว่า “จวน กลฺยาณธมฺโม” ได้ศึกษาเล่าเรียนพระธรรม และสอบได้นักธรรมตรีในพรรษานั้น ระหว่างที่บวชเป็นพระบ้านอยู่นั้น ท่านปรารถนาจะออกธุดงค์เจริญรอยตามพระธุดงค์กรรมฐานฐานที่เคยกราบคารวะเมื่อยังเด็ก จึงคิดจะญัตติเป็นธรรมยุตเพื่อออกธุดงค์ เมื่อไปขอลาอุปัชฌาย์ ท่านไม่ให้ญัตติ ให้สึกเสียก่อน ท่านจึงตัดสินใจลาสิกขาบทออกมาเป็นฆราวาสก่อนชั่วคราว

๐ พรรษาที่ ๑ พ.ศ.๒๔๘๖ วัดบ้านพอก อำเภออำนาจเจริญ
หลังจากสึกมาเป็นฆราวาสแล้ว ท่านได้เดินทางไปแสวงหาอาจารย์ฝ่ายธรรมยุตกรรมฐาน ได้มาพบที่สำนักวัดป่าสำราญนิเวศน์ อำเภออำนาจเจริญ จึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุฝ่ายธรรมยุต เมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม พ.ศ.๒๔๘๖ ณ จังหวัดอุบลราชธานี โดยมี ท่านพระครูทัศนวิสุทธิ (มหาดุสิต เทวิโร) เป็นพระอุปัชฌายะ ท่านพระอาจารย์เกิ่ง อธิมุตโต เป็นพระกรรมวาจาจารย์ อุปัชฌาย์เพิ่งได้รับแต่งตั้ง และมาบวชท่านเป็นองค์แรก จึงตั้งฉายาให้ท่านว่า “กุลเชฏโฐ” แปลว่าพี่ชายใหญ่ที่สุดของวงศ์ตระกูลนี้ องค์ที่สองที่อุปัชฌาย์บวชต่อมา คือท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธัมมวโร แห่งวัดป่าแก้วบ้านชุมพล ซึ่งท่านพระอาจารย์จวน ได้มานั่งหัตถบาถอยู่ด้วย

เมื่ออุปสมบทแล้ว ท่านได้รับคำสั่งให้ท่องปาฏิโมกข์ และเจ็ดตำนานให้ได้หมดภายในหนึ่งเดือน ท่านก็พยายามท่องจำทั้งกลางวันกลางคืน จนสามารถท่องได้ตามที่ท่านพระอาจารย์ของท่านกำหนดไว้ จึงได้รับคำชมเชยจากท่านพระอาจารย์เป็นอันมาก ท่านได้เร่งทำความเพียรอย่างขะมักเขม้น เดินมาก นั่งมาก ฉันน้อย บางวันก็ไม่ฉันสลับกันไป ท่านพระอาจารย์เกิ่ง เห็นว่าท่านรู้สึกจะซูบผอมลงไปมาก จึงตักเตือนให้ฉันอาหารเสียบ้าง เมื่อจะเริ่มเข้าพรรษา ปรากฏว่าที่วัดป่าบ้านพอก หนองคอน ทั้งอำเภอเลิงนกทา ไม่มีพระสวดปาฏิโมกข์ได้ ท่านพระอาจารย์บัง จึงได้ขอตัวท่านพระอาจารย์จวน ไปอยู่ที่วัด ในพรรษานั้นโยมมารดาได้มาบวชเป็นชีอยู่ด้วย ท่านได้อธิษฐานฉันเจ ไม่ฉันเนื้อสัตว์ อดอาหาร ๔ วัน สลับกับอดนอน ๔ คืนบ้าง อดอาหาร ๘ วัน สลับกับอดนอน ๘ คืนบ้าง และได้ออกบิณฑบาตมาเลี้ยงโยมมารดาเพื่อสนองคุณ

ในระหว่างพรรษาขณะนั่งฟังเทศน์ จิตของท่านสงบลง เกิดภาพนิมิตขึ้นในจิต ปรากฏร่างของท่านเน่าเปื่อยเป็นอสุภะ เห็นขาของตัวเองเน่าเปื่อย มีน้ำเหลืองไหล เหมือนมองดูด้วยตาเนื้อ ท่านพระอาจารย์จึงได้พิจารณาอสุภะต่อไปเป็นประจำ ในพรรษานี้เกิดภาพนิมิตแปลกๆ ขณะกำลังทำความเพียรเสมอ วันหนึ่งก่อนจิตจะรวมได้เกิดภาพนิมิตขึ้นว่า มีแม่ไก่ลายมาจิกกินอุจจาระอยู่ตรงหน้า ท่านจึงได้กำหนดจิตถามว่า “จิกกินอะไร” แม่ไก่ตอบว่า “จิกกินอุจจาระ” แล้วถามว่าแม่ไก่ “เป็นใคร” ก็ตอบว่า “เป็นเทวดา” ท่านจึงกำหนดจิตถามต่อไปว่า “เทวดาทำไมกินอุจจาระ” แม่ไก่ตอบว่า “มนุษย์เราทุกชาติทุกภาษาต้องกินอุจจาระกันทั้งนั้น” ท่านจึงน้อมเอานิมิตนั้นมาพิจารณาก็เห็นว่า มนุษย์เรานี้ก็ต้องกินขี้กันทั้งสิ้น จึงทำให้เกิดความสลดสังเวชอย่างยิ่งในพรรษานั้น

อยู่มาวันหนึ่ง...หลังจากฉันอาหารเช้าแล้ว ก่อนจะขึ้นไปบนกุฏิเพื่อเก็บเครื่องบริขาร ท่านมองไปบนหน้าจั่ว ได้เห็นหญิงสาวคนหนึ่งนุ่งห่มแต่งกายด้วยเสื้อผ้าลายๆ เหมือนแม่ไก่ที่เคยปรากฏในนิมิต ยืนถือตะกร้าหมากอยู่บนหน้าจั่ว มองดูเป็นหญิงที่มีรูปร่างสวยงามมาก ใจหนึ่งก็บอกว่าเป็นเทวดา ท่านก็ไม่สนใจเก็บเครื่องบริขารต่อไปเรื่อยๆ ครั้งที่สองหันไปมองก็ยังเห็นยืนอยู่ที่เก่า ท่านก็เก็บเครื่องบริขารของตนให้เรียบร้อย ครั้งที่สามมองดูใหม่รูปที่ปรากฏนั้นหายไปแล้ว ขณะนั้นจิตของท่านก็นึกขึ้นมาได้ว่า นี่ละหนอ...พวกที่ภาวนาแล้วเห็นภาพนิมิตต่างๆ มาปรากฏก็เข้าใจว่าตนได้ญาณ บรรลุมรรคผลทำให้เกิดหลงงมงาย ผลที่สุดก็เสื่อมไปไม่ได้ประโยชน์อะไรจากธรรมะ

ออกพรรษาแล้ว...โยมมารดาซึ่งบวชเป็นชีได้ลาสิกขาบทกลับไปอยู่บ้านกับลูกหลาน เสร็จกิจแล้วท่านปรารถนาจะออกเดินธุดงค์ จึงหาเพื่อไปด้วย เป็นสามเณรองค์หนึ่ง ออกเดินจากวัด จากอำเภอเลิงนกทา จังหวัดอุบลราชธานี จะเดินทางไปนมัสการพระธาตุพนม เดินทางผ่านหมู่บ้านต่างๆ ใช้เวลาธุดงค์ถึง ๗ วัน ๗ คืน จึงถึงพระธาตุพนม หลังจากนมัสการพระธาตุพนมแล้ว ได้เดินทางต่อไปเมืองเว หรือเมืองเรณูนคร พักอยู่ประมาณ ๒ เดือน จึงเดินทางกลับจังหวัดอุบลราชธานี

ขณะเดินทางกลับ ท่านกลับองค์เดียว เณรไม่ได้กลับด้วย ได้เดินจากเรณูนคร ผ่านพ้นดงมะอี่ เขตอำเภอเลิงนกทา ระหว่างบ้านไร่กับบ้านหนองยางต่อกัน ก็ได้กลิ่นเหม็นที่กลางดง ท่านจึงได้เดินสำรวจดู ได้พบซากศพคนตายอยู่ข้างทาง ท่านมีความยินดีเป็นอันมาก และคิดว่าควรจะเพ่งอสุภะให้ได้ ร่างนั้นเน่าเปื่อย ตับไต ไส้พุง มีหนอนชอนไช ท่านยืนเพ่งแล้วน้อมเข้ามาดูตัวว่า อีกหน่อยตัวเราก็ต้องเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงความเป็นอย่างนี้ไปได้ ต่อมาก็เกิดความคิดขึ้นว่า ควรจะเผาซากศพนี้เสียให้หายอุจาดตา จึงได้ไปหากิ่งไม้เล็กๆ มาเตรียมจะเผา แล้วท่านจึงเกิดคิดขึ้นมาได้ว่า ตัวท่านเป็นพระ จะเผาศพนี้ได้อย่างไร เพราะดินและหญ้ายังเขียวสด และในศพก็ยังมีสัตว์มีชีวิตอยู่มากมาย ถ้าเผาก็จะต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทำบุญจะได้บาป คิดแล้วก็ตกลงไม่เผา ท่านได้กลับมายืนพิจารณาศพ โดยถือเป็นอสุภะต่อไป นับเวลาตั้งแต่เดินทางมาถึงเป็นเวลาเที่ยง จนกระทั่งเวลาบ่าย ๓ โมง ไม่มีความกลัวเลย และตั้งใจจะค้างคืนพิจารณาอสุภะนั้นอีกด้วย แต่ได้มีชาวบ้าน ๒ คนเดินมา ท่านจึงได้สอบถามดูได้ความว่า เจ้านายใช้ให้ชายทั้ง ๒ มาดูแลศพไว้ เพราะเจ้าหน้าที่บ้านเมืองยังไม่ได้มาชันสูตรศพ ท่านจึงขอค้างคืนเพื่อพิจารณาศพ และขอชักผ้าบังสุกุลสิ่งของที่อยู่กับศพ ชายทั้งสองก็ไม่เห็นด้วยกลับนิมนต์ให้ท่านหลีกไป มิฉะนั้นอาจสงสัยว่าท่านฆ่าคนตาย เมื่อชาวบ้านยืนยันปฏิเสธเช่นนั้น ท่านจึงได้ออกเดินทางต่อไป

ตกเย็น...ท่านได้เดินทางถึงบ้านโพนหนามแท่ง อำเภออำนาจเจริญ ได้หยุดพักปักกลดอาบน้ำชำระร่างกาย เวลาพลบค่ำ ไหว้พระสวดมนต์ พิจารณาซากอสุภะที่เห็นเมื่อกลางวันแล้วน้อมเข้าหาตัว ปรากฏว่าจิตใจสงบ สบาย เยือกเย็นมีความสุขมาก นั่งภาวนาอยู่ตั้งแต่ปฐมยามจนถึงตี ๒ ต่อจากนั้นได้เกิดลมพายุฝนตกหนัก ท่านจึงปลดมุ้งออกพับเก็บพร้อมทั้งสังฆาฏิไว้ในบาตรปิดฝา และนั่งภาวนาต่อไปเรื่อยๆ รู้สึกว่าฝนเย็น ลมเย็น จิตใจก็เย็นสบายดี ฝนตกประมาณ ๑ ชั่วโมงก็หายไป

๐ พรรษาที่ ๒ พ.ศ.๒๔๘๗ วัดทุ่ง บ้านชาติหนองอีนิน อำเภอเลิงนกทา
ในพรรษาที่ ๒ ท่านพระอาจารย์จวน จำพรรษาอยู่ที่วัดทุ่ง บ้านชาติหนองอีนิน ซึ่งท่านพระอาจารย์เกิ่ง เป็นเจ้าอาวาสอยู่ ท่านได้ทำความเพียรพอสมควร ในพรรษานี้ได้มีเหตุการณ์แปลกเกิดขึ้นคือ มีหญิงคนหนึ่งซึ่งในสมัยที่ท่านยังทำราชการอยู่กรมทางหลวง ได้เคยเห็นหญิงคนนี้เดินทางไปมาระหว่างจังหวัดอุบลราชธานี กับอำเภออำนาจเจริญอยู่บ่อยๆ แต่ไม่ทราบว่าเป็นคนบ้านไหน เมื่อท่านมาจำพรรษาที่วัดนี้ได้เห็นหญิงผู้นี้อีก แต่ตอนนี้มีร่างกายทรุดโทรมผอมลงไปมาก ถือหม้อยามาอาศัยต้มยา และนอนที่ลานวัด ใต้ร่มไม้ฉำฉา อยู่มาไม่นานหญิงคนนี้ก็นอนตายใต้ร่มไม้นั้นเอง ตอนเช้าท่านมองเห็นศพก็จะเข้าไปพิจารณาอสุภะใกล้ๆ แต่ญาติโยมมาเล่าให้ท่านฟังว่า ศพของหญิงนั้นมีหนอนมาเจาะไชเจาะกินทั่วทั้งตัวโดยเฉพาะที่ทวารเบา เป็นที่น่าสลดสังเวชมากเพราะเป็นคนเจ้าชู้ เป็นโรคบุรุษ ประพฤติผิดมิจฉากาม เมื่อตายจึงถูกลงโทษทันตาเห็น มีหนอนขึ้นชอนไชเต็มไปหมด เมื่อท่านได้ยินเช่นนี้ท่านจึงเกิดความสลดสังเวชเบื่อหน่ายมาก นับเป็นซากศพที่ ๒ ที่ท่านเคยเห็น

๐ พรรษาที่ ๓ พ.ศ.๒๔๘๘ วัดบ้านนาจิก ดอนเมย บ้านหนองปลิง ตำบลนาจิก
ท่านได้อยู่จำพรรษา ณ วัดป่าบ้านนาจิก ซึ่งเป็นสถานที่ท่านพระอาจารย์ได้เข้าไปบ่รับปรุงและสร้างเป็นวัด อันเป็นวัดแรกที่ท่านสร้างขึ้น ในพรรษานั้น ได้อธิษฐานทำความเพียรจะไม่นอน และฉันเลยตลอดพรรษา การอธิษฐานไม่นอนนี้ นอกจากจะไม่ยอมให้หลังแตะพื้นแล้ว จิตต้องทำความรู้ตัวตลอดเวลา ไม่ให้ตกภวังค์แม้แต่ขณะจิตเดียว ไม่ว่าอยู่ในอิริยาบถ เดิน ยืน หรือนั่ง ในระยะนั้นยังใช้คำบริกรรม “พุทโธ” เป็นพื้น มีการพิจารณาร่วมไปด้วย พอกลางพรรษาเกิดวิปริตทางธาตุ คือ มีน้ำมันสมองไหลออกทางจมูกเป็นน้ำเหลือง ท่านเจ้าอาวาสจึงขอร้องให้ท่านนอนพักผ่อนเสียบ้าง และต่อมาถึงกับบังคับให้ท่านนอนพัก มิจะนั้นต่อไปตาอาจจะบอดได้ ท่านอาจารย์จึงได้ยอมพักผ่อนหลับนอนบ้างเล็กน้อย แต่ก็ยังทำความเพียรอยู่ ในระหว่างพรรษานี้ ท่านได้เกิดปฏิพัทธ์รักใคร่หญิงสาวคนหนึ่ง ซึ่งเคยเอาจังหันมาถวายปอยๆ แต่ยังทำความเพียรตลอดไม่หยุด และไม่บอกให้ใครทราบ ต่อมาจึงคิดอุบายขึ้นมาได้ โดยตั้งจิตอธิษฐานว่า ถ้ายังมีบุญวาสนาอยู่ในพรหมจรรย์แล้ว ขอให้ได้นิมิตเห็นท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ซึ่งท่านเคยได้ยินชื่อเสียงเกียรติคุณมานานแล้ว ขอให้ได้ไปกราบไหว้ท่าน สนทนาได้ฟังธรรมจากท่าน แต่ถ้าไม่มีบุญวาสนาแล้ว ขออย่าให้บรรลุธรรม หรืออย่าได้พบเห็นท่านพระอาจารย์มั่น เลย และให้เห็นนิมิตแต่สิ่งที่ลามกน่ารังเกียจเถิด

หลังจากนั้น ๓ วัน ท่านได้นิมิตว่าได้เดินทางไปสู่สำนักท่านพระอาจารย์มั่น เห็นท่านกำลังกวาดลานวัดอยู่ พอเห็นก็รู้ว่านี่คือท่านพระอาจารย์มั่น ท่านเหลือบมาเห็นเข้าก็ทักท่านอาจารย์จวนอย่างดีใจว่า “อ้อ...ท่านจวนมาแล้ว...ท่านจวนมาแล้ว” มีความรู้สึกคล้ายกับพ่อเห็นลูก ลูกเห็นพ่อ พอท่านตรงเข้าไปจะกราบนมัสการ ท่านพระอาจารย์มั่นก็โก่งหลัง บอกให้ท่านขึ้นขี่หลังท่านพระอาจารย์มั่น เหมือนขี่ม้า แล้วท่านจึงพาเหาะขึ้นบนอากาศจนลิบเมฆ แล้วพามาลงที่กลางภูเขาลูกหนึ่งแล้วบอกว่า “ เอาละ ลงนี่แหล่ะ พอดีพอควรแล้ว ” เมื่อตื่นจากนิมิต ท่านมาพิจารณาดูก็เกิดปีติยินดีว่า คงจะมีวาสนาบารมีอยู่ในพรหมจรรย์ จึงเร่งทำความเพียรต่อไป

หลังออกพรรษาได้ ๕ วัน ท่านเจ้าคุณอริยคุณาธาร (มหาเส็ง ปุสโส) ซึ่งเป็นผู้ช่วยเจ้าคณะภาค มาตรวจงานคณะสงฆ์ทางภาคอีสาน ได้มาแวะเยี่ยมที่วัดป่าบ้านนาจิก นัยว่าท่านพระครูทัศนวิสุทธิ (มหาดุสิต เทวิโร) อุปัชฌาย์ของท่าน ได้ฝากท่านไว้กับท่านเจ้าคุณอริยคุณาธาร ขอให้ช่วยนำไปอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่นด้วย ท่านอาจารย์จึงได้ติดตามท่านเจ้าคุณอริยคุณาธารไป เมื่อได้กราบนมัสการท่านพระอาจารย์มั่น ที่วัดป่าบ้านหนองผือ อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ท่านก็ประหลาดใจอย่างยิ่งที่เมื่อได้เห็นตัวจริงของท่าน ลักษณะรูปร่าง กิริยาท่าทางต่างๆ มิได้แตกต่างจากในนิมิตเลย

๐ พรรษาที่ ๔ อยู่ด้วยท่านพระอาจารย์มั่น ณ วัดป่าบ้านหนองผือ
ท่านพระอาจารย์จวนได้มีโอกาสศึกษาอบรมอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่น ตั้งแต่ออกพรรษาที่ ๓ ได้เพียง ๓ วัน และอยู่ตลอดมาจนตลอดฤดูแล้ง และได้อธิษฐานพรรษาอยู่กับท่านจนตลอดพรรษาที่ ๔ โอวาทของท่านจะแนะนำให้ประพฤติปฏิบัติทางพระวินัยให้เคร่งครัด รวมทั้งการธุดงค์ การภาวนาให้พิจารณากายเป็นส่วนมาก พิจารณากายส่วนใดส่วนหนึ่งให้ถูกกับจริตนิสัยของตัวเอง ถ้าจิตไม่สงบมีความฟุ้งซ่าน ให้น้อมนึกเข้ามาด้วยความมีสติ นึกภาวนาแต่ “พุทโธ...พุทโธ...พุทโธ” เมื่อจิตสงบแล้วให้พักพุทโธไว้ ให้อยู่ในความสงบ แต่มีสติ ฝึกให้ชำนิชำนาญ แล้วให้นึกน้อมเข้ามาพิจารณากายของตนเองด้วยความมีสติ มิให้พลั้งเผลอ เมื่อจิตรวมก็ให้มีสติ รู้ว่าจิตรวม อย่าบังคับให้จิตรวม ให้มีสติอยู่ว่าจิตรวม อย่าถอนจิตที่รวมอยู่ ให้จิตถอนออกเอง พอจิตถอน ให้น้อมเข้ามาพิจารณากายที่เคยพิจารณาอยู่ ให้มีสติอยู่ตลอดเวลา ส่วนนิมิตที่เกิดขึ้น แสดงเป็นภาพภายนอก หรือนิมิตภายใน ก็ให้น้อมเข้ามาพิจารณาให้เห็นว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สิ่งใดมีเกิดก็ต้องมีดับ อย่าพลั้งเผลอลุ่มหลงไปตามนิมิตที่เกิดขึ้น แล้วน้อมเข้ามาพิจารณากายให้เห็นเป็นไตรลักษณ์ คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ว่ามิใช่ของตน ให้พิจารณาอย่างมีสติ เมื่อพิจารณาพอสมควรแล้วก็ให้พักอย่างสงบเมื่อสงบพอสมควรแล้วก็ให้พิจารณาต่อ ท่านเล่าให้ฟังว่าคำสอนของท่านพระอาจารย์มั่น จะเป็นในหลักนี้เสมอ

ท่านพระอาจารย์จวน ได้เล่าถึงความน่าขายหน้าของตัวท่านเอาไว้ ในเรื่องเกี่ยวกับท่านพระอาจารย์มั่น ว่า เวลานั้นท่านยังเป็นพระผู้น้อยไปอยู่วัดป่าบ้านหนองผือ ใหม่ๆ ใจก็อดคิดตามประสาปุถุชนไม่ได้ว่าเขาเล่าลือกันว่า ท่านพระอาจารย์ใหญ่เป็นพระอรหันต์ เราก็ไม่ทราบว่าจริงไม่หรือ ถ้าเป็นอรหันต์จริง คืนนี้ก็ให้มีปาฏิหาริย์ให้เห็นปรากฏด้วย

ในคืนวันนั้นเอง พอท่านภาวนาก็ปรากฏนิมิตเห็นท่านพระอาจารย์มั่น เดินจงกรมอยู่บนอากาศ และแสดงปาฏิหาริย์เหาะขึ้นลงอยู่ตลอดเวลา และเวลานอนหลับก็ยังฝันเห็นท่านเดินอยู่บนอากาศเช่นเดียวกัน ท่านจึงยกมือไหว้ และว่าเชื่อแล้ว

อย่างไรก็ดี หลังจากวันนั้นท่านก็เกิดคิดขึ้นมาอีกว่า “เอ...เขาว่าท่านพระอาจารย์ใหญ่รู้วาระจิตของลูกศิษย์ทุกคน...จริงไหมหนอ เราน่าจะทดลองดู ถ้าท่านพระอาจารย์ใหญ่รู้วาระจิตของเรา ขอให้ท่านพระอาจารย์ใหญ่มาหาเราที่กุฏิคืนวันนี้เถอะ” พอท่านคิดได้ประเดี๋ยวเดียว ก็ได้ยินเสียงไม้เท้าเคาะใกล้เข้ามา และกระแทกเปรี้ยงเข้าที่ฝากุฏิของท่าน พร้อมกับเสียงของท่านพระอาจารย์มั่น เอ็ดลั่นว่า “ท่านจวน...ทำไม่จึงไปคิดอย่างนั้น นั่นไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ รำคาญเรานี่”

ท่านเล่าว่า...คืนนั้นแม้จะตัวสั่น กลัวแสนกลัว แต่ต่อมาก็ยังดื้อไม่หาย คืนหลังเกิดความคิดขึ้นอีก “ถ้าท่านพระอาจารย์ใหญ่ เป็นผู้รู้วาระจิตของเรา เราบิณฑบาตได้อาหารมาขอให้ท่านรอเราทุกวันๆ ขออย่าเพิ่งฉันจนกว่าเราจะหย่อนบาตรท่านก่อน” เป็นธรรมดาที่พระทั้งหลาย พอบิณฑบาตได้ ก็จะเลือกสรรอาหารอย่างเลิศอย่างดีที่สุดที่บิณฑบาตได้มา สำหรับไปใส่บาตรพ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่เคารพ วันนั้นท่านพระอาจารย์จวน ก็พยายามประวิงเวลากว่าจะนำอาหารไปใส่บาตรก่อน ก็ออกจะล่าช้ากว่าเคย จนกระทั่งหมู่เพื่อนใส่บาตรกันหมดแล้ว จึงค่อยๆ ไปใส่บาตรต่อภายหลังท่าน

ท่านพระอาจารย์มั่น ก็มักจะมีเหตุช้าไปด้วย จนท่านพระอาจารย์จวน หย่อนบาตรแล้ว ท่านจึงเริ่มฉัน เป็นเช่นนี้อยู่หลายวัน ท่านอาจารย์จวนเล่าว่า ท่านยิ่งได้ใจ มักอ้อยอิ่งอยู่ทุกวัน จนเช้าวันหนึ่งท่านพระอาจารย์มั่น คงเหลืออดเหลือทนเต็มที จึงออกปาก “ท่านจวน...อย่าทำอย่างนั้น ผมรำคาญ ให้ผมรอทุกวันๆ ทีนี้ผมไม่รออีกแล้วนะ”

คืนหนึ่งขณะที่ท่านพระอาจารย์จวน ตั้งใจภาวนาทำความเพียรอย่างเต็มที่ ตั้งแต่ปฐมยาม อธิษฐานนั่งในกลด ตั้งใจภาวนา ไม่นอนตลอดคืน พอจิตค่อยสงบลง ก็เกิดนิมิตผุดขึ้นว่า “ปททฺทา ปททฺโท” ท่านได้กำหนดจิตแปลอยู่ ๓ ครั้ง จึงแปลได้ความว่า “อย่าท้อถอยไปในทางอื่น” แล้วปรากฏว่ากายของท่านไหวไปเลย จากนั้นจิตก็เริ่มรวมลงสู่ภวังค์ คือจิตเดิมทีเดียว ขณะนั้นยังไม่รู้ว่าจิตสู่ภวังค์ และจิตเดิมเป็นอย่างไร รู้แต่ว่า ขณะจิตรวมนั้น จิตใสบริสุทธิ์ หมดจด หาที่เปรียบได้ยาก แสนที่จะสบายมากที่สุด เป็นจิตปราศจากอารมณ์ใดๆ จิตรวมอยู่อย่างนั้นตลอดคืน จนรุ่งเช้า จิตจึงถอนออก และได้รับความเบิกบานทั้งกาย และใจ มีความปีติเหมือนลอยอยู่ในอากาศ กาย และใจเบาที่สุด

วันต่อมาขณะที่พระเณรได้ไปฟังเทศน์ท่านพระอาจารย์มั่น เมื่อมีโอกาสท่านพระอาจารย์จวน จึงได้กราบเรียน เล่าเรื่องที่เป็นมาให้ท่านฟัง ท่านพระอาจารย์มั่น ได้พิจารณาดูจิตของท่านว่าเป็นจริงหรือไม่แล้วจึงบอกว่า “อ้อ...จิตท่านจวนนี่รวมทีเดียวถึงฐีติจิต คือจิตเดิมเลยทีเดียว” ท่านพระอาจารย์มั่น ชมเชยว่า ดีนัก จะได้กำลังใหญ่ แต่ถ้าสติอ่อน กำลังจะไม่มี ท่านจึงกราบเรียนถามต่อว่า ก่อนจิตรวมได้เกิดนิมิตว่า “ปททฺทา ปททฺโท” ขอกราบเรียนให้ท่านพระอาจารย์มั่น แปลให้ฟัง ซึ่งท่านตอบว่า “แปลให้กันไม่ได้หรอก สมบัติใคร สมบัติมัน คนอื่นแปลให้ไม่ได้ ต้องแปลเอาเอง” นับว่าท่านพระอาจารย์มั่น ได้ใช้อุบายฉลาดหลักแหลมมากนัก ต้องการให้ศิษย์ฝึกหัดใช้สติปัญญาแปลให้ได้เอง ต่อไปจะได้เป็นสันทิฏฐิโก คือเป็นผู้รู้เอง เห็นเอง

เมื่อท่านได้รับโอวาทจากท่านพระอาจารย์มั่น เช่นนั้น ก็ได้เร่งทำความเพียรตามสติปัญญา เข้าใจว่าท่านพระอาจารย์มั่น คงเฝ้าดูการปฏิบัติและจิตของท่านอาจารย์จวนอยู่ตลอด อยู่มาวันหนึ่ง ท่านพระอาจารย์มั่น จึงกล่าวว่า “ ได้กำหนดจิตดูท่านจวนแล้ว ได้ความเป็นธรรมว่า “กาเยนะ วาจายะ วะเจตวิสุทธิยา ” คือท่านจวนเป็นผู้มีกาย และจิตสมควรแก่ข้อปฏิบัติธรรม”

เมื่อออกพรรษาเสร็จกิจทุกอย่างก็กราบลาท่านพระอาจารย์มั่น ออกวิเวกธุดงค์ ท่านพระอาจารย์มั่น แนะนำให้ท่านไปอยู่ที่ถ้ำยาง บ้านลาดกระเฌอ จังหวัดสกลนคร บ้านลาดกระเฌอ เป็นหมู่บ้านชาวป่าชาวเขา ตัวถ้ำยางซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านราว ๒ กิโลเมตร.ท่าได้ทำความเพียรอยู่ที่นี้ ๗ วัน ๗ คืน ไม่ได้หลับนอนเลย จิตรวมโดยง่าย เกิดภาพนิมิตต่างๆ ทั้งนิมิตภายใน และนิมิตภายนอกเกิดขึ้นเสมอ พิจารณาดูก็รู้ว่า นิมิตนี้เกิดจากจิตที่สอดส่ายไป ผู้ไม่มีสติก็จะทำให้ลุ่มหลงไปตามสภาพนิมิต สำคัญผิดว่าตัวเองได้ญาณเกิดทิฏฐิมานะว่าได้หูทิพย์ ตาทิพย์ ซึ่งอาจจะทำให้ธรรมะแตกได้

ต่อจากนั้นท่านได้ออกเดินธุดงค์ไปแถวภูพาน จังหวัดสกลนคร ได้พบท่านพระอาจารย์มหาทองสุข สุจิตโต เจ้าอาวาสวัดป่าสุทธาวาสสมัยนั้น ได้ชวนกันไปฟังเทศน์ท่านพระอาจารย์กงมา จิรปุญโญ ซึ่งกำลังอยู่ที่บ้านห้วยหีบ เมื่อได้ฟังเทศน์ท่านพระอาจารย์กง มาแล้ว ท่านได้แยกทางกับท่านมหาทองสุข เดินทางผ่านภูพานไปจังหวัดอุบลราชธานี ต่อมาท่านตั้งใจจะเดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่ โดยขึ้นรถไฟที่สถานีอำเภอวารินชำราบ มาต่อรถที่บ้านภาชี ไปถึงจังหวัดเชียงใหม่
- - - www.baanruenthai.com
โพสต์โดย : ชีวประวัติและปฏิปทา ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ วัดเจติยาคิรีวิหาร (ภูทอก) ตำบลนาแสง อำเภอศรีวิไล จังหวัดหนองคาย
บ้านเรือนไทย
เจ้าบ้าน



โพสต์กระทู้ : 13668
ที่อยู่ : บ้านเรือนไทย ต.บางกรวย อ.บางกรวย จ.นนทบุรี 11130
ร่วมเจตนารมณ์อุดมการณ์บ้านเรือนไทย : 19 มกราคม 2549 06:26:00
โพสต์ : วันที่ 27 มีนาคม 2554 15:21:43
๐ พรรษาที่ ๕-๖ พ.ศ.๒๔๙๐-๒๔๙๑ วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่
ท่านมาถึงเชียงใหม่ ได้เข้าพักที่วัดเจดีย์หลวง ซึ่งเป็นวัดที่ท่านพระอาจารย์มั่น เคยเป็นเจ้าอาวาสอยู่ พักผ่อนวิเวกที่วัดนี้ประมาณ ๓ เดือน คืนหนึ่งขณะนั่งภาวนาในโบสถ์มีนิมิตเกิดขึ้นว่ามีพระเถระรูปหนึ่งได้มาให้โอวาทตักเตือนว่า “ท่านจวน...ถ้าท่านจะเป็นผู้ใหญ่เขานั้น ท่านอย่าวางแผ่นดิน เพราะความประพฤติของท่านยังไม่สม่ำเสมอ” ท่านได้มาพิจารณาดู แผ่นดินแปลว่า ให้มีความหนักแน่นเหมือนแผ่นดิน เมื่อถูกกระทบกระเทือนจากอารมณ์ก็อย่างวอกแวก ตั้งใจให้เป็นสมาธิ ไม่หวั่นไหวฟุ้งซ่าน ท่านจึงได้กราบเรียนถามท่านพระอาจารย์มั่นว่า “กราบเรียนพ่อแม่ครูอาจารย์ที่เคารพอย่างสูง เกล้ากระผมได้นั่งภาวนาแล้วเกิดนิมิต ปรากฏพระเถระผู้ใหญ่มาตักเตือนว่า “ท่านจวน...ถ้าท่านจะเป็นผู้ใหญ่เขานั้น ท่านอย่าวางแผ่นดิน เพราะความประพฤติของท่านยังไม่สม่ำเสมอ...ดังนี้ เกล้ากระผมเป็นผู้มีสติปัญญาน้อย ไม่สามารถจะรู้ว่าอะไรเป็นแผ่นดิน ขอนิมนต์พ่อแม่ครูอาจารย์โปรดประทานให้โอวามตักเตือนด้วย”

ท่านพระอาจารย์มั่น ได้ตอบจดหมายมาว่า
“ถึงท่านจวน ที่อาลัยยิ่ง ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมได้แนะนำให้ท่านนั้น ขอให้ท่านจงตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติดำเนินไปตามคำที่ผมแนะนำ อย่าได้ประมาทเพื่อจะได้เป็นเกียรติยศแก่พระพุทธศาสนาต่อไป”

หลังจากนั้นท่านได้ออกวิเวกนอกเมืองเชียงใหม่ ท่านได้ธุดงค์ไปอยู่ที่วัดอุโมงค์ ใกล้สนามบินเชียงใหม่ ท่าน และพรรคพวกพากันไปพักวิเวกที่นั้น ตกกลางคืนนิมิตว่า ตัวท่านเอง และท่านพระอาจารย์มั่น ได้กำลังทำหีบศพอยู่บนเจดีย์ ขณะนั้นท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจันโท) ท่านเจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส ได้เหาะลอยมาในอากาศ แล้วมาหยุดที่ข้างหน้าท่าน และได้ให้โอวาทว่า “ท่านจวน อุเปกฺขินทริยํ” ท่านจึงกำหนดจิตแปลดูได้ความว่า ให้วางตัวเป็นอุเบกขาต่ออินทรีย์ทั้ง ๖ คือ หู ตา จมูก ลิ้น กาย และใจ อย่าเอาใจใส่ลุ่มหลงในอารมณ์ที่มากระทบ ท่านกำหนดจิตคิดตามนิมิตก็รู้ว่า พรุ่งนี้อาจมีอันตรายหรือเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นแน่

พอรุ่งขึ้น...หลังจากฉันเพลเสร็จแล้ว หมู่พวกได้ออกไปชมสถานที่ต่างๆ กันหมด เหลือท่านอาจารย์อยู่ในถ้ำองค์เดียว ขณะนั้นมีสีกาสาวๆ มาเที่ยวเล่นค้นหาพระบริเวณนั้น เพื่อหลบพวกหญิงเหล่านั้น ท่านก็ปลดมุ้งกลดลงเสีย แต่ก็ยังมีหญิงใจกล้าคนหนึ่งมาเปิดมุ้งกลดออก ยิ้มให้ท่าน แล้วร้องเรียกเพื่อน “ตุ๊เจ้าอยู่นี่...ตุ๊เจ้าอยู่นี่” แล้วเข้ามายืนเพ่งดูท่าน ท่านจึงเห็นว่าหญิงผู้นี้นุ่งผ้านุ่งบางๆ เป็นซิ่น เสกิร์ต เห็นหน้าอกของเขาเต็มอก เกิดความรู้สึกวูบขึ้น ท่านจึงคิดถึงโอวาทของท่านเจ้าคุณอุบาลี “อุเปกฺขินทริยํ” พิจารณาอุบายนี้ จิตก็คลายความกำหนัดลง ต่อมาภายหลัง ได้มีพวกหญิงสาวมารบกวนท่านมาก ท่านเห็นว่าไม่สงบ จึงได้หนีออกจากที่นั้นไป

ท่านพระอาจารย์จวน ได้อยู่จำพรรษาที่จังหวัดเชียงใหม่ ๒ พรรษา โดยวิเวกอยู่ตามดอย ป่าเขาที่สงัดห่างจากหมู่ชุมชนโดยตลอด ออกพรรษาแล้วธุดงค์ไปจังหวัดเชียงราย ตั้งใจจะไปให้ถึงเชียงตุง ได้เดินทางออกทางอำเภอแม่สาย เดินด้วยเท้า ๗ วัน ๗ คืน จึงถึงเชียงตุง ท่าเดินธุดงค์เป็นทางเดินไปตามยอดดอยล้วนๆ มีเณร และโยมคนหนึ่งเดินทางไปด้วย ได้พักวิเวกบนดอยแห่งหนึ่ง เรียกว่าดอยแตง ซึ่งสงบสงัดดีมาก ท่านพักที่ดอยแตงนี้ ๓ เดือนจึงธุดงค์ต่อไป ระหว่างธุดงค์อยู่ในจังหวัดภาคเหนือ และเชียงตุง นี้ ท่านมักจะประสบภัยร้ายจากมาตุคามเสมอ แต่ท่านก็ได้ใช้ขันติ และอุบายหลบหลีกมาได้ทุกระยะ จึงสามารถครองเพศพรหมจรรย์ได้ตลอดมา

ขณะที่อยู่เชียงตุงนั้น ท่านตั้งใจจะธุดงค์ไปให้ถึงอินเดีย ระหว่างเตรียมตัวเดินทาง ท่านได้อธิษฐานจิตดูว่า “ ถ้าสมควรจะได้ไปอินเดีย ขอให้ได้นิมิตที่ดี ถ้าไม่ควรไป ขอให้ได้นิมิตที่ร้าย ” อยู่ต่อมาท่านจึงได้นิมิตว่า ปรากฏเห็นพระพุทธเจ้า พระอานนท์ พระมหากัสสปะ และช้าง เห็นพระพุทธเจ้าเสด็จไป พระอานนท์เสด็จตามห่างประมาณ ๑๐ เมตร.องค์สุดท้ายคือพระมหากัสสปะ ตามหลังมาเป็นช้างตัวใหญ่ ช้างนั้นพอเดินมาถึงท่านอาจารย์ ก็วิ่งตรงเข้ามาจะทำร้าย ท่านได้วิ่งหนีขึ้นต้นโพธิ์ ช้างจึงทำอะไรไม่ได้ เมื่อช้างไปแล้ว ท่านจึงลงมาจากต้นโพธิ์ ที่ใต้ต้นโพธิ์มีอาสนะพร้อมทั้งหมอน และหนังสือวางอยู่ ท่านจึงลงมานั่งที่อาสนะ และอ่านหนังสือ เมื่อตื่นจากนิมิต ท่านจึงมาพิจารณาเห็นว่า แม้นิมิตตอนต้นที่เห็นพระพุทธเจ้าจะเป็นมงคล แต่ตอนกลางนั้น แสดงถึงอุปสรรค จึงไม่ควรไปอินเดีย จึงตัดสินใจเดินทางกลับจากเชียงตุง นั่งรถไฟกลับจังหวัดอุบลราชธานี

เมื่อกลับมาถึงได้ไปกราบนมัสการท่านพระอาจารย์มั่น ที่วัดบ้านหนองผือ จังหวัดสกลนคร ท่านพระอาจารย์มั่น ได้ถามว่า “การภาวนาเป็นอย่างไรบ้าง” ท่านพระอาจารย์จวน ได้กราบเรียนท่านว่า “ไม่ดีเหมือนอยู่กับพ่อแม่ครูอาจารย์” ท่านพระอาจารย์มั่น จึงบอกว่า “ต่อไปให้ภาวนาอยู่ทางภาคอีสานนี้แหล่ะ อย่าไปที่อื่นอีกเลย”

๐ พรรษาที่ ๗ พ.ศ.๒๔๙๒ วัดป่าบ้านเหล่ามันแกว สงเคราะห์โยมมารดา
เมื่อกลับมาอุบลราชธานีแล้ว ได้ไปรับมารดามาบวชเป็นชีที่วัดป่าบ้านเหล่ามันแกว ท่านพระอาจารย์มั่น ได้จัดให้ท่านไปจำพรรษาอยู่ที่บ้านเดิมเพื่อสงเคราะห์โยมมารดา และท่านยังได้สั่งกำชับว่า “เมื่อออกพรรษาแล้ว ให้รีบกลับมาหาผมนะ เดี๋ยวจะไม่ทันผม” เพราะท่านพระอาจารย์มั่น กำหนดอายุของท่านไว้ ๘๐ ปีเท่านั้น และปีนั้นท่านพระอาจารย์มั่น มีอายุได้ ๘๐ ปีพอดี

ในระหว่างพรรษานั้น โยมน้าซึ่งเป็นน้องสาวโยมมารดา พวกญาติ และลูกหลานได้ไปนิมนต์ขอให้ท่านลาสิกขาบท เพราะเกิดความสงสาร เห็นท่านลำบากต้องอยู่ในป่าดงทุกข์ยาก ไม่มีเงินทองใช้สอย ไม่มีลูกมีเมีย ท่านจึงขอความเห็นญาติ และลูกหลานที่มาว่า ผู้ใดที่มานี้ฝ่ายไหนอยากให้สึก ฝ่ายไหนอยากให้อยู่ ปรากฏว่าฝ่ายอยากให้สึกมีมากกว่า ท่านจึงว่า เมื่อครั้งบวช ท่านหาเครื่องบวชมาเอง ถ้าอยากให้สึก ต้องหาเครื่องสึกมาให้พร้อมดังนี้

๑.เครื่องแต่งตัวครบชุด เขาก็ว่าได้

๒.การซักรีดเสื้อผ้า เขาก็ว่าได้

๓.รถจักรยานยนต์ ๑ คัน เขาก็ว่าได้

๔.รถยนต์ฟอร์ด ๑ คัน ราคาขณะนั้น ๖๐,๐๐๐-๑๐๐,๐๐๐ บาท เขาก็ชักพูดไม่ออก

๕.เมื่อสึกแล้วต้องมีลูกเมีย น้าคนหนึ่งรับจะยกลูกสาวให้

๖.ให้ปลูกบ้านเป็นปราสาทลอยอยู่ในอากาศ อยากไปไหนก็ลอยไปได้ เขาก็ตอบว่าไม่ได้หรอก

๗.หายาป้องกันการเจ็บ แก่ และตาย ให้ร่างกายเป็นหนุ่มอยู่เสมอ เขาก็ตอบว่าไม่ได้

เมื่อหาเครื่องสึกได้ไม่ครบ เนื่องจากท่านไม่เต็มใจสึก จึงแกล้งแต่งกองสึกให้พิสดาร ทำให้การนิมนต์ลาสิกขาบทเป็นอันยุติลงโดยปริยาย เพราะไม่มีใครสามารถหาเครื่องสึกได้

หลังจากออกพรรษาแล้ว นึกถึงคำที่ท่านพระอาจารย์มั่น ได้เคยกำชับ เตือนให้ท่านรีบกลับไปหาเดี๋ยวจะไม่ทัน ท่านจึงได้รีบเดินทางมานมัสการท่านพระอาจารย์มั่น พอมาถึงบ้านดงมะอี่ มีญาติมาส่งข่าวว่าโยมมารดา และพี่ชายเจ็บหนัก จึงต้องเดินทางกลับ อยู่พยาบาลได้ ๑ เดือน พี่ชายได้ถึงแก่กรรม ต่อมาโยมมารดาก็ได้เสียชีวิตลงอีก จึงได้จัดการฌาปนกิจท่านทั้งสอง

สำหรับประวัติโยมมารดาของท่านนี้ ท่านเล่าว่าเดิมเป็นหญิงชาวบ้านธรรมดาไม่ได้รับการศึกษา ไม่ได้เข้าโรงเรียน และเป็นคนถือผีไท้ผีฟ้า ตั้งศาลบูชาไว้ในบ้าน ต่อมาท่านตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็กนักเรียนได้หาอุบายให้มารดาเลิกนับถือผี โดยทำลายศาลบูชาผีในบ้านเสีย และไม่ยอมให้ตั้งศาลในบ้านอีก และท่านได้หาอุบายหาหนังสือ “หลานสอนปู่” ซึ่งสอนให้คนเลิกถือผี เข้าวัดทำบุญรู้จักบาปบุญคุณโทษมาอ่านให้มารดาฟัง ท่านอาจารย์ในสมัยยังเป็นเด็กชายได้แกล้งอ่านให้ฟังทุกวันๆ มารดาจะไม่ฟังก็แกล้งอ่านเรื่อยไป จนกระทั่งมารดาเกิดความเลื่อมใส เลิกนับถือผี กลับเข้าวัดฟังเทศน์ถือศีล

เมื่อครั้งโยมมารดาบวชเป็นชีแล้ว ท่านได้อยู่สงเคราะห์อบรมสั่งสอนโยมมารดาตามแนวคำสอนของท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งโยมมารดาก็ได้ตั้งอกตั้งใจนำไปปฏิบัติภาวนา จนกระทั่งสามารถพิจารณากายจนเห็นชัดว่ามันเน่าเปื่อยผุพังลงไป จนในที่สุดโยมมารดาก็อุทานว่า “คุณลูก โยมรู้แล้ว รู้จักทางแล้ว คุณลูกจะไปไหนก็ไปเถอะ อย่าเป็นห่วงโยมเลย มันบ่มีผู้ตายหรอก จิตมันก็ตายไม่เป็นหรอก มันละใสบริสุทธิ์ มีแต่ผู้รู้ ไม่มีผู้ตาย ร่างกายนี้ก็ไม่ใช่ของเรานะ เป็นดิน น้ำ ลม ไฟ นะคุณลูก”

หลังจากโยมมารดาเจ็บหนัก และท่านได้กลับมาพยาบาลแล้วไม่นาน โยมมารดาได้สิ้นลมด้วยอาการอันสงบที่สุด โดยสามารถบอกกำหนดวันและเวลาที่จะสิ้นลมได้ล่วงหน้าอย่างถูกต้อง

ในภายหลังเมื่อมีโอกาสจำพรรษากับหลวงปู่ขาว อนาลโย ได้กราบเรียนเรื่องการภาวนาของโยมมารดาถวายให้หลวงปู่ฟัง หลวงปู่ได้พิจารณาอยู่ ๓ วัน แล้วได้เล่าให้ท่านฟังว่า โยมมารดาของท่านไปอยู่สูงแล้ว ไปถึงสุทธาวาสพรหมโลก และได้สำเร็จ “อนาคามี”

เมื่อเสร็จงานฌาปนกิจศพโยมมารดาและพี่ชายแล้ว ท่านได้รีบเดินทางไปกราบนมัสการท่านพระอาจารย์มั่น แต่ไม่ทันเห็นใจ เพราะได้มรณภาพเสียก่อนแล้ว ได้แต่ไปช่วยงานฌาปนกิจศพของท่านพระอาจารย์มั่น อยู่เป็นเวลาเดือนเศษ

หลังเสร็จงานศพท่านพระอาจารย์มั่น แล้ว ท่านได้ปรึกษากับท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม (ท่านเจ้าคุณอุดมสังวรวิสุทธิเถระ) แห่งวัดถ้ำอภัยดำรงธรรม ปรึกษากันว่าจะไปเที่ยวภาคใต้ที่ภูเก็ตด้วยกัน เพราะขณะนั้นท่านพระอาจารย์เทสก์ เทสรังสี (พระนิโรธรังสี คัมภีรปัญญาจารย์) แห่งวัดหินหมากเป้ง ในปัจจุบัน จะไปประกาศศาสนาที่นั่น ปรากฏว่าหลวงปู่ขาว อนาลโย แห่งวัดถ้ำกลองเพล ซึ่งไม่เคยได้พบกับท่านมาก่อน ได้เรียกท่านไปพบ และสนทนาไต่ถามว่า เสร็จงานศพแล้วจะไปไหน ท่านได้กราบเรียนว่า จะไปภาคใต้กับท่านพระอาจารย์วัน เพื่อติดตามท่านพระอาจารย์เทสก์ ไป หลวงปู่ขาวจึงว่าอย่าไปเลย ให้อยู่กับท่านที่ถ้ำเป็ด ท่านอาจารย์ยืนกรานว่า จะไปปักษ์ใต้กับท่านพระอาจารย์วัน ผลที่สุด หลวงปู่ขาวจึงเล่าให้ฟังว่า ท่านพระอาจารย์มั่น ได้ฝากฝังท่านไว้กับหลวงปู่ขาว ให้ช่วยดูแลรักษาด้วย เมื่อได้ฟังเช่นนั้น ท่านจึงได้รับคำด้วยความเคารพ และได้ติดตามไปอยู่กับหลวงปู่ขาวที่ถ้ำเป็ด อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร

๐ พรรษาที่ ๘ พ.ศ.๒๔๙๓ จำพรรษาที่ถ้ำพวง อ.ส่องดาว จ.สกลนคร
พอถึงเวลาเข้าพรรษา หลวงปู่ขาว ได้ให้ท่านพระอาจารย์จวน ไปอยู่ที่ถ้ำพวง ซึ่งปัจจุบันคือวัดถ้ำอภัยดำรงธรรม ตอนบน ส่วนหลวงปู่ขาว จำพรรษาอยู่ที่เชิงเขา บริเวณที่เรียกว่าหวายสะนอย ใกล้กับภูเหล็ก ในปัจจุบัน ท่านพระอาจารย์จวน อยู่บนถ้ำพวงแต่ลำพังองค์เดียว ตั้งแต่เดือน ๑ ถึงเดือน ๗ ตอนเช้าไปบิณฑบาตที่บ้านหนองบัว ห่างจากถ้ำ ๑๓๐ เส้น บางวันก็ฉันอาหารที่ตีนเขาแล้วถึงจะขึ้นไปถ้ำพวง

ที่ถ้ำพวงนี้...ท่านพระอาจารย์มั่น เคยเล่าให้ฟังว่าเป็นถ้ำที่ศักดิ์สิทธิ์มาก เคยมีพระอรหันต์องค์หนึ่งชื่อ พระนรสีห์ มานิพพานที่นี่ ใครเข้ามาใกล้ที่นี่ต้องถอดรองเท้า และแต่ก่อนมีช่องลึกลงไปใต้เขา ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคดม ได้ไปวิเวก และไปพบว่า ข้างล่างนั้นเป็นถ้ำพญานาคอาศัยอยู่ ท่านจึงเอาก้อนหินมาปิดทางช่องนั้นไว้ ขณะนี้เรียบไปหมดไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหนแล้ว ขณะอยู่ที่ถ้ำพวงนี้ จิตสงบ เวลาภาวนาจิตก็รวมดี บางทีจิตรวมถึงคืนละ ๓ ครั้ง...ก็มี

การภาวนาที่ถ้ำพวงนี้มีปรากฏการแปลกคือ ทุกวันเวลาบ่ายสามโมง ท่านพระอาจารย์จวน ออกเดินจงกรม จะมีกระต่ายน้อยตัวหนึ่งมานั่งนิ่งหลับตาอยู่ข้างทางจงกรม กระต่ายน้อยนี้จะนั่งเช่นนี้ทุกวันน่ารักมาก ทำกิริยาเหมือนมานั่งภาวนาไปด้วย พอท่านเลิกเดินจงกรมเข้าไปนั่งพักในร้านยกแคร่ กระต่ายน้อยก็จะเข้าไปนั่งพักอยู่ใต้ร้านแคร่นี้ด้วย แต่พอได้ยินเสียงคนเดินมาก็จะวิ่งหนีเข้าป่าไปทันที

ต่อมามีญาติโยมของสามเณรที่มาอยู่กับท่านได้ขึ้นมาส่งอาหารถวายพระทุกวัน ญาติคนหนึ่งเป็นหญิงสาว นอกจากส่งอาหารได้ส่งสายตาให้ท่านด้วยทุกวัน เวลาภาวนาจิตของท่านก็ไม่สงบ เห็นแต่ภาพสายตาหวานของหญิงสาว พอดีมีโยมผู้ชายขึ้นมาคุยว่ามีช้างถูกฆ่าตายอยู่ข้างบนนี้ กำลังเผาศพช้าง ท่านจึงขอเอากระดูกช้างมาท่อนหนึ่ง ร้อยเชือกแขวนคอไว้ตลอดเวลา ทั้งเวลาเดินจงกรม นั่งภาวนาเพราะเกิดอุบายว่า ถ้าควายตัวไหนมันดื้อด้าน ไม่เชื่อฟังเจ้าของ เขาก็จะแขวนไม้ไว้ทรมานมัน บางทีท่านก็บ้วนน้ำหมากไปถูกกระดูกช้างนั้นเป็นสีแดงเหมือนสีเลือด ใครเห็นเข้า ก็คิดว่าท่านคงมีสติวิปลาสไปแล้ว แต่หลวงปู่ขาวทราบเรื่องก็ค้านว่า คงไม่ใช่คนบ้าหรือวิปริตหรอก คงมีเหตุจำเป็นจึงต้องใช้อุบายนี้ ให้คอยดูกันไปก่อน

ต่อมาเมื่อท่านจิตสงบเป็นปกติดี ไม่มีความรู้สึกในสีกาคนนั้นอีกแล้ว ท่านจึงได้เอากระดูกช้างออก ต่อมาเมื่อได้ไปกราบนมัสการท่านหลวงปู่ขาว หลวงปู่จึงถามว่า ทำไม่จึงเอากระดูกช้างไปแขวนคอ ท่านจึงเล่าเรื่องราวถวาย หลวงปู่ชมเชยมากว่า อุบายดีนัก

ขณะจำพรรษาที่ถ้ำพวงนี้ ได้เกิดนิมิตว่า ท่านได้นั่งภาวนาในกุฏิหลังเล็กๆ หลังหนึ่ง และกำลังนั่งเพ่งพิจารณากระดูกอยู่ มีเด็กคนหนึ่ง ถือดาบวิ่งเข้ามาจะแทงทำร้ายท่านพระอาจารย์ แต่ไม่สามารถทำร้ายท่านได้ เด็กนั้นจึงไปบอกพี่ชายให้เข้ามาทำร้ายท่านแทน พี่ชายได้เข้ามาจะฆ่าท่านให้ตาย ท่านอาจารย์จึงถามว่า ท่านมีความผิดอะไร จึงจะมาฆ่าให้ตาย เขาก็ไม่ตอบ ตรงเข้ามาดึงผมท่าน (ในนิมิตอยู่ในเพศฆราวาส) เอาดาบมาเถือคอ หมายจะฟันให้ตาย แต่ทำอย่างไรๆ ก็ฟันไม่เข้า ไม่มีแผลแม้แต่น้อย ท่านจึงบอกว่า ท่านไม่มีความผิด ฆ่าอย่างไรก็ไม่ตาย ท่านยึดถือพระรัตนตรัย ฆ่าไม่ตาย เขาจึงวางดาบลง แล้วประกาศว่า ต่อไปนี้ ขอเป็นเพื่อน เป็นมิตรกัน จะไม่อิจฉาพยาบาทกันเลย

ต่อมา...เช้าวันหนึ่งท่านออกไปบิณฑบาต มีสุนัขตัวหนึ่งอยู่หน้าถ้ำพวง ได้เข้ามากัดท่านแต่ไม่เข้า อีก ๓ วันต่อมา ชาวบ้านได้มาบอกว่า สุนัขตัวที่กัดท่านครูบาจวน นั้นตายเสียแล้ว

หลังจากออกพรรษาแล้ว ได้กราบลาหลวงปู่ขาว ออกวิเวกไปยังสถานที่ต่างๆ โดยท่าน และพรรคพวกอีก ๒ องค์ เดินทางจากอำเภอสว่างแดนดิน ไปอำเภอหนองบัว อำเภอผือ อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย แล้วย้อนมาพักวิเวกอยู่กับท่านพระอาจารย์หล้า ซึ่งอยู่วิเวกองค์เดียวบนหลังภูพานหลายปีมาแล้ว โดยอาศัยชาวป่าชาวไร่ ๒-๓ ครอบครัว ท่านเล่าประวัติของท่านพระอาจารย์หล้าว่า เกิดที่เมืองจันทน์ ประเทศลาว มีครอบครัว ต่อมาบุตรภรรยาของท่านเสียชีวิต จึงข้ามมาบวชธรรมยุตในประเทศไทย ได้ติดตามไปอุปฐากท่านพระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล อย่างใกล้ชิดถึง ๙ พรรษา จนท่านพระอาจารย์เสาร์มรณภาพ ขณะท่านพระอาจารย์เสาร์ยังมีชีวิต ได้ให้โอวาทท่านพระอาจารย์หล้าว่า นิสัยของท่านสมควรอยู่องค์เดียว ไม่ควรอยู่ปะปนกับหมู่นะ ต่อไปให้วิเวกภาวนาอยู่องค์เดียว

ท่านเล่าให้ฟังว่า...ท่านพระอาจารย์หล้า เล่าว่า ตัวท่านไม่เคยเรียนหนังสือไทย เพราะอยู่ประเทศลาว ที่อ่านเขียนภาษาไทยได้ เพราะเวลานั่งภาวนาจิตสงบ จะเห็นหนังสือไทยอยู่บนกระดานทุกวัน จึงได้เรียนภาษาไทยจากการภาวนา จนสามารถอ่าน และเขียนภาษาไทยได้คล่องไม่ติดขัด

ท่านพระอาจารย์จวน ได้อยู่ศึกษาธรรม และฟังเทศน์ของท่านพระอาจารย์หล้า เป็นเวลา ๑ เดือน ก็กราบลาท่านพระอาจารย์หล้า ออกธุดงค์ต่อไป โดยเดินทางผ่านอำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย ลงเรือล่องแม่น้ำโขงที่อำเภอโพนพิสัย มาขึ้นที่อำเภอบึงกาฬ มากับหมู่พระอีก ๓ องค์ มุ่งหน้าเดินทางมาภูสิงห์ และภูวัว เดินทางผ่านไปทางอำเภอเซกา อำเภอบ้านแพง อำเภอท่าบ่อ ศรีสงคราม ขึ้นรถผ่านนครพนม ไปหยุดพักที่อุบลราชธานี แล้วเดินทางต่อไปที่บ้านนาผือ อำเภออำนาจเจริญ เดินทางผ่านภูเขาไปพักวิเวกที่ถ้ำพู บ้านเชียงเครือ พักที่ถ้ำพู ๗ วัน ได้เกิดป่วยหนัก เมื่อหายป่วยแล้ว พากันออกเดินทาง มุ่งหน้าไปบ้านดงมะอี่ กิ่งอำเภอชานุมาน ใกล้จะเข้าพรรษาจึงไปถึงภูสะโกฏ บ้านหนองเม็กนามน

๐ พรรษาที่ ๙ พ.ศ.๒๔๙๔ ภูสะโกฏ บ้านหนองเม็กนามน
เมื่อไปถึงภูสะโกฏ นี้ ท่านเห็นว่าชัยภูมิดี น้ำท่าบริบูรณ์ ร่มไม้สงบร่มเย็นดี จึงคิดจะจำพรรษาที่นี้ ได้ขอให้ญาติโยมช่วยปรับปรุงเสนาสนะ ญาติโยมได้ปลูกกุฏิให้ ๒ หลัง เพราะมีพระ ๒ องค์เท่านั้น ภูสะโกฏ อยู่ห่างจากหมู่บ้านเพียง ๑ กิโลเมตร การบิณฑบาตจึงได้รับความสะดวกดี

ระหว่างพรรษา ได้ทำความเพียรเต็มความสามารถ จิตรวมเป็นประจำ และมีนิมิตว่า เจ้าภูมิเจ้าฐานมาบอกให้ท่านไปเอาพระพุทธรูปทองคำที่อยู่ในถ้ำสะโกฏ ๗ องค์ คืนแรกที่มาบอก ท่านไม่เชื่อก็ไม่ไป คืนที่ ๒ มาบอกอีกก็ยังไม่ไป คืนที่ ๓ มาบอกซ้ำอีก ท่านจึงถามญาติโยม และพระเณรในวัดบ้านดูว่า แถวนี้มีถ้ำจริงไหม เณรวัดบ้านบอกว่ามีจริง ท่านจึงขอให้เณรพาไป แต่เณรบอกว่า “ได้ครับ แต่ท่านพระอาจารย์ไปเอาเองนะ ผมไม่เข้าไปด้วย...ผมกลัวผี” เมื่อไปถึงถ้ำ เห็นหินก้อนใหญ่ปิดปากถ้ำอยู่ มีเถาวัลย์รากไม้คลุมแน่นหนา ท่านจึงเอาก้อนหินออก เข้าไปภายใน เห็นพระพุทธรูปนอนเรียงกันอยู่ ๗ องค์ เป็นทองคำทั้งสิ้นขนาดนิ้วหัวแม่มือ ท่านจึงนิมนต์ออกมาสักการบูชา พอออกพรรษา ท่านได้ให้ญาติโยมนำพระพุทธรูปไปคืนที่เดิม ไม่ได้เอาติดตัวออกไปด้วย ท่านเล่าว่า...ไม่ทราบว่าปัจจุบันจะยังคงอยู่หรือไม่

ขณะจำพรรษาที่ภูสะโกฏนี้ เกิดนิมิตว่า เจ้าภูมิเจ้าฐานผีทางเชียงตุงมาเยี่ยมท่านเป็นขบวน และผีเชียงตุงสั่งฝากฝังผีดงมะอี่ว่า ให้ดูแลรักษาพระองค์นี้ให้ดี อย่าราวีอย่าเบียดเบียนพระองค์นี้ ผีดงมะอี่รับคำ และว่าจะรักษาคุ้มครองท่านไม่ให้มีอันตรายเลย ท่านเล่าว่า...ก็แปลกอยู่ เพราะนับแต่นั้นมา ท่านก็สุขสบายดี ไม่มีเจ็บไข้ได้ป่วยอะไรจนตลอดพรรษา

ครั้นออกพรรษา ท่านก็ออกเที่ยววิเวกตามวิสัยของพระธุดงค์กรรมฐาน พอไปถึงอำเภอสว่างแดนดิน ได้ข่าวว่าหลวงปู่ขาวมาจำพรรษาที่ถ้ำค้อ ดงหลุบหวาย หลุบเทียน เลยพากันไปกราบนมัสการหลวงปู่ขาว ถ้ำค้ออยู่ไกลจากหมู่บ้าน ๓๐๐ เส้น จึงได้อาศัยชาวบ้านช่วยกันทยอยส่งเสบียงอาหารขึ้นไปให้แม่ชีทำอาหารถวาย ท่านอาจารย์ไปพำนักอยู่กับหลวงปู่ขาวประมาณ ๒ เดือน จึงได้กราบลาหลวงปู่ เพราะอยู่กันหลายองค์ ลำบากเรื่องอาหารขบฉัน อยู่ห่างไกลหมู่บ้าน

ท่านได้เดินทางไปพร้อมกับท่านพระอาจารย์คำบุ ธัมมธโร ผ่านอำเภอวานรนิวาส มุ่งหน้าไปดงหม้อทอง เมื่อไปถึงได้ไปอาศัยหมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งมี ๓ ครอบครัว เขาเป็นผู้มีศรัทธาดีมาก เขาช่วยกันปลูกกระต๊อบเป็นเสนาสนะให้อยู่องค์ละหลัง

ดงหม้อทองเป็นป่าทึบ มีสัตว์ป่าอุดม ทั้งฝูงช้าง เสือ หมี มีอยู่เป็นประจำ คืนหนึ่งในเดือนมิถุนายน เวลาประมาณตี ๓ ปรากฏมีฝูงช้างออกมาหากินใกล้กับกุฏิพระ เฉพาะตัวจ่าฝูงได้เดินมาหยุดยืนหน้ากระต๊อบ ห่างจากท่านอาจารย์ประมาณ ๖-๗ เมตร ช้างนั้นทั้งสูงและใหญ่ มาหยุดยืนนิ่งแล้วก็ส่งเสียงร้องแปร๋นโกญจนาท ท่านตกใจตื่น เห็นเป็นช้างก็แทบสิ้นสติ เรื่องนี้ท่านชอบเล่าเป็นอุทธาหรณ์ให้ศิษย์สังวรเรื่องสติเสมอ ท่านว่าครั้งแรกตั้งสติไม่ทัน เกิดความกลัว ลุกขึ้นจุดโคมไฟมือไม้สั่น ถือออกมาข้างนอกทั้งที่ยังกลัวอยู่ ท่านคิดว่า ถ้าช้างเข้ามาจะกระโดดหนีขึ้นต้นไม้ แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่า เราเป็นพระกัมมัฏฐานจะกลัวช้างไปทำไม ช้างยังไม่กลัวเราเลย เราเป็นพระธุดงค์ เป็นผู้เสียสละในชีวิตแล้ว แล้วยังจะไปกลัวช้างทำไม เราเป็นพระ เป็นมนุษย์ ช้างมันเป็นสัตว์ ช้างยังไม่กลัวเรา แล้วก็คิดถึงคำที่พระพุทธเจ้าท่านสอยไว้ว่า ภิกษุที่เกิดความกลัว ไปอยู่ป่าหรือป่าช้าก็ดี เมื่อเกิดความกลัว ขนพองสยองเกล้า ให้ระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ เมื่อระลึกถึงเราตถาคตอย่างนี้ ความกลัวนั้นจะหายไป

พอท่านเตือนสติตัวเอง ระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ แล้วความกลัวนั้นก็คลายไป และพิจารณาถึงความตายต่อไปว่า กลัวก็ตาย ไม่กลัวก็ตาย อยู่ที่ไหนก็ต้องตาย ความตายไม่มีใครผ่านพ้นไปได้ ไม่ว่าจะตายด้วยอะไร พอพิจารณาถึงความตายอย่างนั้นแล้ว จิตก็ค่อยสงบเป็นลำดับ ไม่มีความกลัวตายเหลืออยู่ในจิต ช้างก็ไม่กลัว ความตายก็ไม่กลัว จิตสงบเยือกเย็น เป็นจิตที่กล้าหาญ ไม่สะทกสะท้าน จึงกลับเพ่งจิตที่สงบไปพิจารณาดูช้างว่า มันคิดอะไร กระแสจิตที่สงบแล้วขณะนั้นคงจะรุนแรงมาก ช้างจึงตกใจร้องแปร๋นๆ ก้องไปทั้งป่า แล้ววิ่งหนีเข้าป่าไป ตั้งแต่วันนั้นมา ไม่เห็นฝูงช้างหรือช้างตัวใดเข้ามาที่บริเวณนั้นอีกเลย

เมื่อใกล้จะเข้าพรรษา ท่านพระอาจารย์คำบุ ก็ลาท่านพระอาจารย์กลับไปจำพรรษาอยู่กับหลวงปู่ขาว อนาลโย คงเหลือท่านพระอาจารย์อยู่จำพรรษาที่ดอนสะพุง ชายป่าดงหม้อทองนั้นต่อไปองค์เดียว
- - - www.baanruenthai.com
โพสต์โดย : ชีวประวัติและปฏิปทา ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ วัดเจติยาคิรีวิหาร (ภูทอก) ตำบลนาแสง อำเภอศรีวิไล จังหวัดหนองคาย
บ้านเรือนไทย
เจ้าบ้าน



โพสต์กระทู้ : 13668
ที่อยู่ : บ้านเรือนไทย ต.บางกรวย อ.บางกรวย จ.นนทบุรี 11130
ร่วมเจตนารมณ์อุดมการณ์บ้านเรือนไทย : 19 มกราคม 2549 06:26:00
โพสต์ : วันที่ 27 มีนาคม 2554 15:22:53
๐ พรรษาที่ ๑๐ พ.ศ.๒๔๙๕ ดอนกระพุง ชายป่าดงหม้อทอง อำเภอวานรนิวาส
ในพรรษาที่ ๑๐ นี้ ท่านอยู่จำพรรษาองค์เดียว ที่ดงหม้อทอง อาศัยชาวบ้าน ๓ ครอบครัวบิณฑบาตเลี้ยงชีวิต พวกเขาเป็นคนจน แต่มีศรัทธามาก มีความอดทนแม้จะต้องหาเช้ากินค่ำ ที่บริเวณนั้นเขาถือกันว่าเป็นที่ไม่ดี มีผีมาก เป็นทุ่งร้างอยู่ห่างจากแม่น้ำ ปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น เป็นที่แห้งแล้ง เขาเรียกว่าทุ่งหนองอีดอน และทุ่งโซ่ง เพราะเคยเป็นที่อยู่ของคนโซ่ง คนป่ามาก่อน แต่เกิดเจ็บป่วยล้มตายมาก ต้องอพยพหนีไป เมื่อท่านพระอาจารย์จวน บอกชาวบ้านว่าจะจำพรรษาอยู่ที่นี่ ชาวบ้านตกใจมาก บอกว่าอยู่ไม่ได้ เพราะผีดุ ผีอาจจะแกล้งให้เจ็บป่วยถึงตายได้ ที่ร้างไปก็เพราะเหตุนี้ พวกเขาตั้งบ้านเรือนกันอยู่ก็แต่บริเวณรอบนอกหรอก ท่านก็ไม่ฟังเสียง คงอยู่จำพรรษา ณ ที่นั้น

พอถึงกลางพรรษา เกิดนิมิตว่าพวกผีโซ่งพากันถืออาวุธจะเข้ามาฆ่าท่านให้ตาย เอาปืนมายิงก็ไม่เข้า เอาดาบมาฟันก็ไม่เข้า เอาอะไรมาทำอันตรายก็ไม่ตาย สุดความสามารถของพวกเขา หัวหน้าผีเลยประกาศกับบริวารผีว่า เมื่อทำอะไรท่านไม่ได้ ก็ต้องยอมท่านเสีย เลยพากันแต่งดอกไม้ธูปเทียนมาบูชาท่านอาจารย์ แม้จะเป็นนิมิต แต่ก็ประหลาดที่ต่อมา ไม่มีการเจ็บไข้กัน มีคนหลั่งไหลเข้ามาจับจองที่ว่างเหล่านั้น ตั้งบ้านเรือน และทำไร่กลายเป็นไร่นาที่อุดมสมบูรณ์ สามารถปลูกบ้านเรือน ปลูกข้าวทำนาได้ผลดี

หลังออกพรรษา ท่านพระอาจารย์ได้ปรารภกับญาติโยมแถวนั้นว่า อยากจะไปอยู่ที่ในดงหม้อทอง เพราะบริเวณนั้นสงบสงัด และได้ข่าวว่ามีถ้ำใหญ่ๆ อยู่มาก มีพลาญหินสวยงาม ท่านจึงขอให้ญาติโยมช่วยพาไปดูสถานที่ ท่านได้ออกเดินทางไปกับญาติโยม ในตอนเช้าหลังจากฉันอาหารเสร็จ เดินทางตลอดวัน จนค่ำจึงถึงถ้ำที่ตั้งใจจะไป ท่านตรวจดูเห็นว่าชัยภูมิน่าอยู่มาก จึงขอให้ญาติโยมช่วยถางหญ้า และเถาวัลย์ที่ขึ้นปกคลุมอยู่ และพักนอนที่นั่น ตอนกลางคืนได้ยินเสียงสัตว์ป่ามาร้องระงม และคืนนั้นมีเสียงเสือมาร้องคราง คำรามอยู่ใกล้ๆ

เดือนแรกที่ดงหม้อทอง มีญาติโยมตามไปอยู่ด้วย เขาอยากจะตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่ในดงหม้อทอง ท่านจึงช่วยเขาเลือกสถานที่ปลูกบ้านเรือน เขาก็บอกกันต่อๆ ไปว่า ท่านพระอาจารย์ “เจาะดง” เข้าไปอยู่แล้ว คงไม่มีอาเพศใดอีก ชาวบ้านจากถิ่นต่างๆ ก็ทยอยมาตั้งถิ่นฐานบ้านช่อง เพราะเห็นว่า ดงหม้อทองเป็นที่อุดมสมบูรณ์ ที่ทำเลทำมาหากินสะดวก แต่เดิมที่กลางดงนั้นไม่มีหมู่บ้าน ท่านก็ช่วยตั้งหมู่บ้านให้เรียกว่า “ บ้านดงหม้อทอง ” ต่อมาภายหลัง บ้านเรือนก็เป็นปึกแผ่นแน่นหนามากขึ้นแล้ว แต่ละคนก็มีไร่นาสาโท มีโรงสี โรงเรือน ไม่ยากจนข้นแค้นกันอีกต่อไป

๐ พรรษาที่ ๑๑ พ.ศ.๒๔๙๖-๒๔๙๘ ดงหม้อทอง อำเภอวานรนิวาส
ตั้งแต่พรรษาที่ ๑๑ ถึงพรรษาที่ ๑๓ ท่านพระอาจารย์จำพรรษาที่ดงหม้อทองโดยตลอดเพราะเป็นที่สงบสงัดดี สภาพของป่าดงดิบหนาทึบ เต็มไปด้วยไม้ใหญ่ มีถ้ำ เงื้อมหินผาและพลายหิน พร้อมทั้งสัตว์ป่าอันดุร้าย เหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องช่วยในการภาวนาทั้งสิ้น

พรรษาที่ ๑๑ มีพระ ๒ องค์ เณร ๑ องค์ จำพรรษาอยู่ด้วย ท่านได้ชักชวนญาติโยมช่วยกันตัดถนนจากดงหม้อทอง ออกมาบ้านมายบ้านคู่ โดยใช้เวลา ๓ เดือน พอออกพรรษา หลวงปู่ขาว อนาลโย ให้คนมาส่งข่าวว่า ให้ไปรับหลวงปู่ออกมาวิเวกด้วย พอดีท่านพระอาจารย์สอน อุตฺตรปญฺโญ ธุดงค์มาถึง จึงชวนให้อยู่เป็นเพื่อน ช่วยกันเตรียมเสนาสนะสำหรับหลวงปู่ และพระที่ติดตามท่านมา

หลวงปู่ขาว ออกมาวิเวก ท่านพอใจความสงัดเงียบ เงื้อมถ้ำ และพลายหินที่ดงหม้อทองมาก จึงอยู่ต่อไปจนเข้าพรรษา

๐ พรรษาที่ ๑๒
หลวงปู่ขาว พร้อมด้วยพระติดตามมาอีก ๗-๘ องค์ ผ้าขาว ๒ คน แม่ชี ๔-๕ คน ได้อธิษฐานพรรษาอยู่ที่ดงหม้อทองด้วยกันหมด ต่างองค์ต่างปรารภความเพียรอย่างเต็มความสามารถ และได้ฟังเทศน์จากหลวงปู่ในพรรษานี้ บางวันกลางวันท่านนั่งอยู่บนกุฏิก้อนหิน เห็นฝูงช้างมากินน้ำที่หนองน้ำโคนก้อนหินในบริเวณวัด แต่ไม่ได้ทำอันตรายใดๆ และบางคืนมีเสือมาหยอกเล่นกัดกันขณะพระสวดปาฏิโมกข์ก็มี

พอออกพรรษา...ท่านพระอาจารย์จวน ได้ออกเดินวิเวกมาทางภูวัว ส่วนหลวงปู่ขาว ได้เดินทางกลับไปอยู่วัดแก้วบ้านชุมพล

๐ พรรษาที่ ๑๓
จำพรรษาที่ดงหม้อทอง มีหลวงปู่คำอ้าย ซึ่งเคยเป็นลูกศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น มาจำพรรษาอยู่ด้วย ในพรรษานี้ คืนหนึ่งท่านได้นิมิตว่า มีภิกษุณีซึ่งเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งเข้ามาหาและก้มกราบท่านอาจารย์ และได้เทศน์ให้ท่านฟังอีกด้วย โอวาทที่ภิกษุณีเทศน์ให้ฟังนั้น มีอรรถรสดื่มด่ำ น่าฟังอย่างยิ่ง

พอออกพรรษา...ได้ร่ำรากันไปหาที่วิเวก ท่านพระอาจารย์จวน ได้เดินทางไปภูวัว ขณะนั้นหลวงปู่ขาว จำพรรษาอยู่ที่บ้านเลื่อม เมื่อออกพรรษาหลวงปู่ได้ให้คนมาส่งข่าว ขอให้ท่านพระอาจารย์ไปรับหลวงปู่เพื่อจะไปจำพรรษาที่ภูวัวด้วยกัน ท่านพระอาจารย์จึงไปรับหลวงปู่ไปจำพรรษาที่ภูวัว

๐ พรรษาที่ ๑๔ พ.ศ.๒๔๙๙ ที่ถ้ำแก้ว ตาดปอ บ้านทุ่งทรายจก ภูวัว
ที่ภูวัวนี้ เป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน บนหลังเขาเป็นที่ราบ บริเวณกว้าง มีโขดหิน น้ำตก แอ่งน้ำสวยงามมาก และเคยเป็นที่ครูบาอาจารย์เคยมาวิเวกทำความเพียรกันมาแล้ว เช่น ท่านพระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล ท่านพระอาจารย์อ่อน ญาณสิริ ท่านพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ท่านพระอาจารย์วัง ฐิติสาโร ท่านพระครูอุดมธรรมคุณ (ทองสุข สุจิตโต) เป็นอาทิ ในพรรษานี้มีพระเณรรวมกัน ๑๔ องค์ สมัยนั้นภูวัวยังมีสัตว์ป่านานาชนิด บางวันมี ช้าง หมี เสือ เข้ามาในเขตวัดจำนวนมาก และบนตาดปอยังมีพวกภูตผีปีศาจมารบกวนพระเณรอยู่เสมอ มีพระเณรเจ็บป่วยกันมาก หลวงปู่ขาวจึงให้ท่านนำเรื่องนี้ไปพิจารณา

ท่านพิจารณาแล้ว จึงได้กราบเรียนหลวงปู่ว่า “เยสนฺตา” แปลว่า ผู้สงบ ไม่เดือดร้อน ไม่มีความทุกข์ใดๆ จะเกิดแก่ผู้สงบ หลวงปู่จึงเห็นว่า จริง ถูกทีเดียว และยังได้กล่าวต่อไปว่า “นตฺถิ สนฺติ ปรํสุขํ” ความสุขใดยิ่งกว่าความสงบ ไม่มี ผู้มีความสงบแล้ว ไม่มีความทุกข์ ความเดือดร้อนอะไร ท่านจึงกำชับให้ทุกคนเร่งทำความสงบ และภายหลังการเจ็บไข้ได้ป่วยของพระเณรก็หมดไป

ในระหว่างพรรษา ท่านพระอาจารย์จวน ได้เกิดเป็นโรคฝีหัวดำ ที่นิ้วหัวแม่มือ เป็นฝีที่ร้ายแรง และเจ็บปวดมาก ตัวร้อนเป็นไข้สูง ท่านไม่ได้นอนมาตลอด ๓ วัน ๓ คืน เพราะปวดตลอดเวลา พอนั่งภาวนา จิตกำลังจะสงบ ได้มีนิมิตว่า มีโยมแก่คนหนึ่ง มาเป่าที่ฝีหัวแม่มือนั้น และบอกว่า พรุ่งนี้จะเอายามาใส่ให้ พอรุ่งเช้า มีโยมคนหนึ่ง เป็นหมอผีประจำหมู่บ้าน ขึ้นมาถวายจังหันพระ มาเห็นฝีหัวแม่มือของท่าน ก็ได้เข้าป่า ไปหายามาฝนใส่ให้ท่าน หลังจากนั้นก็หายขาด

ในระหว่างพรรษาได้เกิดนิมิตสำคัญ ๒ คราว คราวแรก นิมิตว่า มีแม่ชี ๓ องค์ ซึ่งเป็นพรหมมาบอกชาติกำเนิดที่ท่านเกี่ยวพันกับท่านพระอาจารย์มั่น ในชาติก่อนๆ อีกคราวหนึ่ง ปรากฏขึ้นว่า ท่านกำลังเดินทาง พอออกมาพ้นหมู่บ้าน ก็ถึงแม่น้ำกว้างสายหนึ่งขวางหน้าอยู่ ท่านตั้งใจจะข้ามไปฝั่งตรงข้าม พิจารณาดูเห็นแม่น้ำนั้นกว้างมาก ไหลเชี่ยว และท่าทางคงจะลึกมาก ฝั่งแม่น้ำลาดเหมือนฝั่งทะเล ค่อยๆ เทลง และชันเข้าที่ฝั่งเป็นโคลนตมเละ ท่านคิดว่า ถ้าลงไปที่นั่นคงจะจมโคลนมิดตัวเลย ท่านมองเห็นรอยเท้าคนที่เพิ่งเดินข้ามไปใหม่ๆ ท่านคิดจะเดินข้ามบ้าง เลยนึกอธิษฐานขึ้นว่า “เออ...นี่ถ้าเราจะข้ามน้ำไปถึงฝั่งโน้นได้ ขอให้เราเดินข้ามโคลนตมนี้ไปให้ได้ อย่าให้จมลงเลย อย่างลึกมากที่สุด ก็ให้จมลงในโคลนตมนี้เพียงแค่เข่าเท่านั้น ถ้าเราจะข้ามแม่น้ำนี้ให้ได้” อธิษฐานแล้วท่านก็เริ่มค่อยๆ เดินไป ปรากฏว่าโคลนค่อยๆ ลึกขึ้นทีละน้อย แต่ก็สูงเพียงแค่เข่าพอดี ก็พ้นจากโคลนตม และมีสะพานข้ามน้ำถึงฝั่งโน้น ท่านจึงขึ้นเดินบนสะพาน และได้ข้ามแม่น้ำถึงฝั่งตรงข้ามได้ พอขึ้นฝั่งได้แล้ว ก็เห็นม้าสีขาวบริสุทธิ์ รูปร่างสูงใหญ่ สวยงามมาก กำลังยืนกินหญ้าอยู่ ท่านคิดจะเข้าไปขี่ม้า พอดีมีคนมาบอกว่า พระพุทธเจ้ากำลังเสด็จไป ให้รีบตาม ท่านจึงไม่สนใจม้า รีบออกเดินทางตามรอยพระพุทธเจ้าไปทันที...แล้วจิตก็ถอนจากนิมิต

ออกพรรษา พวกญาติโยมได้มานิมนต์หลวงปู่ขาว ให้กลับวัดป่าแก้วบ้านชุมพล ส่วนท่านพระอาจารย์จวน ได้รับนิมนต์ ให้ไปช่วยงานฌาปนกิจศพท่านพระอาจารย์อ่อนศรี ที่เวียงจันทน์ เมื่อเสร็จงานศพแล้ว ท่านได้เดินทางกลับมาวิเวกที่ภูวัว และได้กลับไปจำพรรษาที่ดงหม้อทองเช่นเดิม

๐ พรรษาที่ ๑๕-๑๖ พ.ศ.๒๕๐๐-๒๕๐๑ ดงหม้อทอง
ในพรรษาที่ ๑๕ นี้ ท่านกลับมาจำพรรษาที่ดงหม้อทอง ร่วมกับท่านพระอาจารย์สอน อุตฺตรปญฺโญ ได้พากันตั้งอธิษฐานไม่นอนอยู่ ๒ เดือน ทำความเพียรกันอย่างเด็ดเดี่ยว ภาวนาจิตสงบดี ในพรรษานั้นท่านเกิดอาพาธหนัก เป็นไข้ป่า เอาหมอมาฉีดยารักษา ก็ไม่ถูกโรคกัน ทำให้อาเจียนขนานใหญ่ หมดแรงแทบประดาตาย เกิดธาตุวิปริต ตามืด ตามัว เวียนศีรษะ พูดจาไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ภาษา เป็นอยู่ ๙ วันจึงสงบ ท่านมีวิธีรักษาโรคของท่าน โดยเอาปี๊บมา ๒ ใบ ตั้งอยู่บนพลาญหิน ใช้กระดานปู ๒ แผ่น วางบนปากปี๊บ ท่านได้นั่งพิจารณาความตายบนกระดานนั้น ท่านพระอาจารย์สอน และพระเณร ได้คอยผลัดเวรกันมาเฝ้าด้วยความเป็นห่วงอยู่หลายคืน จนโรคของท่านหายขาด เมื่อออกพรรษา ท่านได้กลับไปนมัสการหลวงปู่ขาว ฟังเทศน์ และรับการอบรมธรรมจากท่านตามเคย

พรรษาที่ ๑๖ ท่านได้ชวนท่านพระอาจารย์บุญเพ็ง เขมาภิรโต (เจ้าอาวาสวัดถ้ำกลองเพลปัจจุบัน) มาจำพรรษาที่ดงหม้อทองอีก พรรษานี้มีพระเณรจำพรรษา ๔ องค์ สัตว์ป่าก็ชักจะคุ้นเคยกัน ไม่เป็นข้าศึกแก่กัน พากันทำความพากความเพียรเต็มความสามารถของตน ครั้นออกพรรษา ท่านได้ออกวิเวกไปทางดงศรีชมภู เขตอำเภอโพนพิสัย พบสถานที่แห่งหนึ่งมีลักษณะคล้ายๆ ซากเมืองเก่า และบริเวณแห่งนี้เต็มไปด้วยต้นจันทน์นานาพันธุ์ ท่านจึงขอให้ญาติโยมช่วยยกแคร่ ปลูกเป็นร้านเล็กๆ ที่ถ้ำจันทน์นี้อยู่ห่างจากบ้านคนมาก ที่ใกล้ที่สุด คือ บ้านพวกข่า ๒ หลังคาเรือน ซึ่งไกลไปประมาณ ๑๐๐ เส้น ทางไปบิณฑบาตต้องเดินไปทางช้างเดิน กว่าจะถึงทางเกวียนก็ต้องเดินอีก ๒๐ เส้น พอพวกญาติโยมกลับไปแล้ว ท่านก็อยู่องค์เดียว กลางคืนได้ยินเสียงเสือมาร้องใกล้ๆ บางคืนก็ได้ยินเสียงเหมือนคนพูดคุยอยู่ตามพลาญหินก็มี บางวันได้ยินเสียงเหมือนคนสวดมนต์ไหว้พระทำวัตร ที่ถ้ำจันทน์มีวัตถุโบราณ เช่น พระโบราณฝังอยู่ใต้ดิน เมื่อไปขุดดู ได้เศียรพระ แขนพระ องค์พระ แต่ก่อนถ้ำจันทน์เป็นที่อยู่ของสัตว์ป่ามากมาย ระยะแรกมาปักกลดได้อาศัยบิณฑบาตจากพวกข่า ๒ ครอบครัวนั้นประทังเลี้ยงชีวิตตลอดมา

๐ พรรษาที่ ๑๗ พ.ศ.๒๕๐๒ ถ้ำจันทน์ ดงศรีชมภู อำเภอโพนพิสัย
ที่ถ้ำจันทน์ ท่านจำพรรษาอยู่องค์เดียว ถ้ำจันทน์เป็นสถานที่ซึ่งสัปปายะในการภาวนาเป็นอย่างยิ่ง จิตรวมดี ค้นคิดดี ค้นในร่างกายของเราอย่างไม่ลดละ สามารถบำเพ็ญเพียรภาวนาได้อย่างเต็มที่

หลังออกพรรษาแล้ว ในระหว่างฤดูแล้ง ท่านเกิดอาพาธหนัก เป็นไข้ป่า ไม่มียารักษา ปล่อยให้ธาตุขันธ์มันรักษาตัวเองไปตาธรรมชาติ เป็นอยู่เช่นนี้ถึง ๑ เดือน ระหว่างที่เป็นไข้อยู่นั้น วันหนึ่งขณะจะเคลิ้มหลับ ได้นิมิตภาพว่า โยมบิดาซึ่งสิ้นชีวิตไปแล้ว ตั้งแต่ท่านอาจารย์อายุ ๑๖ ปี โยมบิดาเป็นหมอพื้นบ้าน ได้เข้ามาหาและได้ฝนยามาถวายให้ท่านดื่ม กลิ่นของยาหอมน่าดื่มจริงๆ พอฉันเสร็จก็รู้สึกตัวตื่นขึ้น มีความรู้สึกเหมือนได้ฉันยาจริงๆ ต่อมาอาการเจ็บป่วยก็หายสนิท ร่างกายมีกำลัง ฉันอาหารได้ตามปกติ และตั้งแต่นั้นมา อาการเจ็บป่วยแบบนั้นก็ไม่เกิดขึ้นอีกเลย

๐ พรรษาที่ ๑๘-๒๐ พ.ศ.๒๕๐๓-๒๕๐๕ ถ้ำจันทน์ ดงศรีชมภู
ก่อนเข้าพรรษา มีเณรองค์หนึ่ง ผ้าขาวเฒ่าคนหนึ่ง และแม่ชีแก่คนหนึ่งมาอยู่ด้วย ก่อนเข้าพรรษา ๗ วัน โยมอุปัฏฐาก ๒ ครอบครัวนั้นได้มานิมนต์ท่านไม่ให้อยู่จำพรรษาที่ถ้ำจันทน์ เพราะพวกเขาจน กลัวจะเลี้ยงพระเณรไม่ไหว จึงนิมนต์ให้ไปจำพรรษาที่อื่น ท่านจึงได้แจ้งเรื่องนี้ให้เณรผ้าขาว และแม่ชีทราบ ทั้งเณร ผ้าขาว และแม่ชี ก็ว่าจะไปอยู่จำพรรษาที่ดงหม้อทอง ท่านจึงว่าดีแล้ว พากันไปเสีย แต่สำหรับท่านไม่ไป เพราะตั้งใจจะจำพรรษาที่ถ้ำจันทน์นี้ เมื่อเห็นท่านพระอาจารย์ไม่ยอมไป พวกเณร ผ้าขาว และแม่ชีจึงตกลงไม่ไป จะอยู่กับท่าน รุ่งขึ้นโยมอุปัฏฐากทั้ง ๒ ครอบครัวได้มาหา ร้องไห้ด้วยความเสียใจ และขอนิมนต์ให้ท่านพระอาจารย์อยู่จำพรรษาที่ถ้ำจันทน์ต่อไป ท่านจึงได้อนุโมทนาในศรัทธาของเขา และปลอบใจเขาว่า ทุกอย่างก็คงจะเป็นไปด้วยดีเอง ไม่ต้องกังวล

ต่อมาข่าวที่ว่ามีพระมาอดข้าวอดน้ำที่ถ้ำจันทน์ ชาวบ้านนิมนต์ให้ไปจำพรรษาที่อื่นก็ไม่ยอมไป ข่าวนี้ได้แพร่ไปถึงชาวบ้านรอบๆ นอกด้วย พวกชาวบ้านไกลๆ รอบนอก จึงช่วยกันส่งอาหารมาให้ แม้การเดินทางติดต่อจะลำบาก ก็ได้เพียรพยายามมาส่งเสบียงอาหารให้ทุก ๗ วัน นับว่ามีศรัทธาอันแรงกล้า ในพรรษานั้น แทนที่จะอดอยาก กลับได้รับความสะดวกสบาย อาหารการขบฉันก็อุดมสมบูรณ์ คงจะเป็นอานิสงส์ร่วมด้วย เพราะได้ข่าวว่าถ้ำจันทน์นี้ภาวนาดีนัก

เมื่อออกพรรษาแล้ว พวกเณร ผ้าขาว และแม่ชี ได้พากันเดินทางกลับหมด เหลือท่านอยู่องค์เดียว ต่อมามีหลวงปู่องค์หนึ่งได้มาอยู่ร่วมด้วย เพราะได้ข่าวว่าถ้ำจันทน์นี่ภาวนาดีนัก

ระหว่างอยู่รวมกับหลวงปู่นี้ ตั้งแต่เดือนธันวาคม ถึงเดือนกรกฎาคม นั้น ได้สนทนาปฏิบัติธรรมร่วมกัน ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน หลวงปู่ได้เล่าประวัติการปฏิบัติภาวนาให้ฟังว่า ในสมัยที่ยังจำพรรษาที่วัดของท่านที่อุดรธานี ได้เข้านิโรธสมาบัติกำหนด ๓ วันบ้างจึงออกจากการภาวนา ท่านฟังแล้วก็ทราบว่า เป็นการเข้าใจผิด เพราะเรื่องทำนองนี้ ท่านพระอาจารย์มั่น เคยสอนอยู่ และยกตัวอย่างมาให้ฟังมากมายว่า นิโรธน้อม นิโรธสมมติ มิใช่แนวทางของพระอริยะเจ้า ซึ่งต้องพิจารณาทุกข์ ท่านพระอาจารย์จวน จึงได้ใช้อุบาย นำโอวาทซึ่งท่านพระอาจารย์มั่น เคยเล่าให้ฟัง มาเล่าให้หลวงปู่ฟัง พอใกล้จะเข้าพรรษา หลวงปู่ได้ลากลับไปจำพรรษาที่สำนักเดิมของท่าน ต่อมาภายหลังพระลูกศิษย์ของหลวงปู่ได้กลับมาเล่าให้ท่านพระอาจารย์จวน ฟังว่า “ หลวงปู่ได้ชมว่า สมัยอยู่ถ้ำจันทน์นั้นดีนัก ถ้าไม่ได้ท่านจวนอยู่ร่วมด้วยจะเสียเลย และท่านชมเชยในธรรมสากัจฉา ซึ่งกัน และกัน หลวงปู่ว่า ท่านหายสงสัยในธรรมของพระพุทธเจ้าแล้ว ”

ระหว่างที่จำพรรษาอยู่ที่ถ้ำจันทน์ ได้มีผู้เข้าใจผิดคิดว่าท่านเป็นหัวหน้าคอมมิวนิสต์ เป็นพระก่อการร้าย อยู่มาวันหนึ่ง ได้มีบุคคลคนหนึ่งซึ่งเคยได้รับคำสั่งให้ติดตามฆ่าท่าน ต่อมาได้กลับใจ เล่าให้ท่านฟัง

ท่านพระอาจารย์ถามว่า “จะฆ่าเพราะอะไร”

เขาตอบว่า “เพราะได้ข่าวว่าท่านเป็นหัวหน้าคอมมิวนิสต์”

ท่านจึงถามว่า “คอมมิวนิสต์เป็นอย่างไร”

เขาตอบว่า “คอมมิวนิสต์เป็นพวกไม่มีศาสนา ไม่ให้คนมีทุกข์ ไม่ให้มีคนมี ให้มีเสมอกัน ไม่ให้มีสมบัติเป็นกรรมสิทธิ์ ให้มีแต่ของส่วนกลาง”

ท่านถามต่อไปว่า “เขานุ่งห่มอย่างไร กินอย่างไร มีลูกมีเมียไหม”

เขาตอบว่า “ใส่เสื้อ นุ่งกางเกง เหมือนชาวบ้าน กินอาหารธรรมดา ลูกเมียก็มีครับ”

ท่านถามว่า “เขากินอาหารวันหนึ่งกี่มื้อ เขามีโกนหัวไหม”

เขาตอบว่า “เขากินอาหารวันหนึ่ง ๓ มื้อ ไม่มีโกนหัวครับ”

ท่านพระอาจารย์จวน จึงกล่าวว่า ในเมื่อตัวท่าน ลูกเมียไม่มี กินข้าวหนเดียว โกนศีรษะโล้น ห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ไม่มีศาสตราวุธ จะหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ได้อย่างไร คอมมิวนิสต์ไม่มีศาสนา แต่ท่านบวชเป็นพระในพระพุทธศาสนา ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ถ้าสงสัยว่า พระธุดงค์กัมมัฏฐานผู้ปฏิบัติอยู่ตามป่าตามเขาเป็นคอมมิวนิสต์แล้ว จะหาพระที่ไหนในเมืองไทย จะเอาพระที่กินข้าวเย็น มีลูกมีเมียหรือ จึงจะถือว่าเป็นพระที่ไม่ใช่คอมมิวนิสต์ ท่านได้อธิบายชี้แจง และสั่งสอนอบรม จนเจ้าหน้าที่เหล่านั้นเข้าใจ และหายสงสัย

ท่านจำพรรษาอยู่ที่ถ้ำจันทน์ถึง ๓ พรรษา ถ้านับจำนวนปีก็เป็นเวลาถึง ๔ ปี ได้เห็นความเจริญรุ่งเรืองของถ้ำจันทน์มาก ระยะหลังมีชาวบ้านอพยพเข้าไปตั้งบ้านเรือนอยู่เป็นจำนวนมาก เพราะเห็นว่าที่ถ้ำจันทน์มีทำเลเป็นทีทำมาหากินสะดวกดี เหมาะสำหรับทำการเพาะปลูก น้ำดี ดินดี อาหารการบิณฑบาตก็ได้รับความสะดวก เมื่อท่านเห็นว่า มีผู้คนอพยพมาอาศัยอยู่มาก ทำให้ไม่ค่อยสงบ รบกวนต่อการทำสมาธิภาวนา จึงคิดจะโยกย้ายไปหาที่สงัดวิเวกทำความเพียรต่อไป

ชาวบ้านพอรู้ก็ไม่ยอม ร้องไห้อาลัย และกลัวไปว่า ถ้าท่านไม่อยู่ต่อไป การเพราะปลูกจะไม่ได้ผล ท่านจึงต้องชี้แจงให้เขาเข้าใจถึงความจำเป็นของพระธุดงค์กรรมฐานที่ต้องการความสงบเงียบเป็นที่ทำความเพียร ส่วนที่ชาวบ้านกลัวจะเพาะปลูกไม่ได้ผล ฝนฟ้าไม่ตกตามฤดูกาลนั้น ท่านก็ขอให้ผู้ที่คงอยู่ช่วยกันตักเตือนซึ่งกัน และกัน ให้ยึดมั่นอยู่ในไตรสรณาคมน์ ต่อพระพุทธคุณ พระธรรม พระสงฆ์ อย่าฆ่าสัตว์ตัดชีวิต อย่าลักขโมยกัน อย่าประพฤติผิดลูกเมียเขา อย่าพูดเท็จ อย่าดื่มเครื่องดองของเมา ถ้าชาวบ้านช่วยกันระมัดระวังให้มีศีลเป็นปกติวิสัยแล้ว ก็จะพากันมีแต่ความร่มเย็นเป็นสุข
- - - www.baanruenthai.com
โพสต์โดย : ชีวประวัติและปฏิปทา ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ วัดเจติยาคิรีวิหาร (ภูทอก) ตำบลนาแสง อำเภอศรีวิไล จังหวัดหนองคาย
บ้านเรือนไทย
เจ้าบ้าน



โพสต์กระทู้ : 13668
ที่อยู่ : บ้านเรือนไทย ต.บางกรวย อ.บางกรวย จ.นนทบุรี 11130
ร่วมเจตนารมณ์อุดมการณ์บ้านเรือนไทย : 19 มกราคม 2549 06:26:00
โพสต์ : วันที่ 27 มีนาคม 2554 15:23:54
๐ พรรษาที่ ๒๑ พ.ศ.๒๕๐๖ ภูสิงห์น้อย (ภูกิ่ว)
เมื่อออกจากถ้ำจันทน์ แล้วท่านก็มุ่งหน้ามายังภูสิงห์ ในเขตอำเภอบึงกาฬ ขอให้ญาติโยมพาไปตรวจดูสถานที่ เป็นเขาย่อมๆ อยู่ระหว่างภูสิงห์ใหญ่ และภูทอกใหญ่ เรียกกันว่าภูสิงห์น้อย หรือภูกิ่ว ตามลักษณะคอดกิ่วของเขา

เมื่อแรกมาอยู่นั้น ภูสิงห์น้อยยังเป็นป่าเขารกชัฏ แต่มีถ้ำเงื้อมหินอันสงัด มีน้ำซับตามธรรมชาติ พากันปลูกเสนาสนะย่อมๆ อยู่ชั่วคราว โดยอาศัยญาติโยมจากบ้านนาสะแบงบ้าง บ้านนาคำภูบ้าง มายกกระต๊อบอยู่ปลูกเสนาสนะเป็นหย่อมๆ ท่านเล่าว่าที่ภูสิงห์น้อย การทำความเพียรดีมาก การบิณฑบาตก็ไม่ลำบากและไม่ขาดแคลน แต่ก็ไม่ใช่ร่ำรวย พอเยียวนาชีวิตไปได้วันหนึ่งๆ เท่านั้น

ในพรรษานี้มีพระด้วยกัน ๒ องค์ คือองค์ท่าน และท่านพระอาจารย์สอน อุตตรปัญโญ มีเณร ๑ องค์ ผ้าขาวเฒ่า ๑ คน ไปบิณฑบาตที่บ้านคำภู ระยะทางจากเชิงเขาถึงหมู่บ้านประมาณ ๓ กิโลเมตร ต่างองค์ต่างแยกกันอยู่ ขะมักเขม้นพากันปรารภความเพียรอย่างยิ่งยวด ตลอดพรรษา

วันหนึ่ง...ขณะท่านเดินจงกรมอยู่ โดยกำหนดจิตภาวนาบริกรรมไปโดยตลอด ขณะนั้นเป็นเวลาใกล้จะมืดแล้ว รู้สึกได้กลิ่นเหม็นชอบกลอยู่ ท่านจึงตั้งจิตถาม จิตตอบว่าเป็นกลิ่นเปรต ท่านได้อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้เขา กลิ่นนั้นก็หายไป

รุ่งเช้า...เมื่อพบปะพูดคุยกัน ก็ได้ทราบว่า ท่านพระอาจารย์สอน ก็ได้กลิ่นเหม็นเหมือนกัน คืนนั้นท่านพระอาจารย์ก็ได้นิมิตประหลาด เห็นเปรต ๒ คน เป็นผู้หญิงนุ่งแต่ผ้า ไม่ใส่เสื้อ เปลือยตลอด ผมยาว ผิวดำคล้ำเศร้าหมอง ท่านได้สอบถามดู ได้ความว่าทั้ง ๒ เป็นเปรตอยู่ที่ภูสิงห์นี้นานแล้ว เพราะเมื่อครั้งเป็นมนุษย์เป็นพี่น้องท้องเดียวกัน ผู้พี่ชื่อนางสาวทา ผู้น้องชื่อนางสาวสี ได้เอาตัวไหมตัวหม่อน ซึ่งมีฝักรังไหมอยู่ข้างใน โดยมีตัวอ่อนอยู่ข้างใน เอามาต้มในน้ำร้อน เพื่อสาวเอาใยไหมมาทอผ้า ด้วยบุพกรรมอันนั้น พอตายจากมนุษย์ จึงกลายเป็นเปรต ดังนี้

ครั้งหนึ่ง...ระหว่างนั่งทำสมาธิอยู่ที่ถ้ำแห่งหนึ่ง ได้ยินเสียงปืนดังขึ้น ๒ นัด ไม่นานก็เห็นกวาง ๒ ตัว วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามายืนทำตาละห้อยอยู่ข้างล่าง คล้ายจะมาขอฝากตัวหลบภัย ต่อจากนั้นไม่นาน ก็ได้ยินเสียงปืนระเบิดดังสนั่น และได้ยินเสียงร้องครวญครางขอความช่วยเหลือ ท่านจึงลุกไปดู เห็นชายคนหนึ่งถูกปืนนอนร้องอยู่ มีเพื่อนช่วยประคองอยู่ข้างๆ ถามได้ความว่า พวกเขาเข้ามาล่าสัตว์ ในเขตวัด เห็นกวาง ๒ ตัวผัวเมีย ก็เอาปืนยิง แต่พลาด เขาไล่ตามมา เห็นกวางหยุดยืนตรงหน้าถ้ำ จึงยกปืนยิงอีก แต่ยิงไม่ออกถึง ๒ ครั้ง ครั้งที่ ๓ ยิงได้ แต่ปืนแตก สะท้อนมาถูกผู้ยิงเอง ตามมือและเนื้อตัวเหวอะหวะหมด เลือดไหลโกรกอย่างน่ากลัว ท่านจึงช่วยเพ่งให้เลือดหยุด และตักเตือนให้เขานึกถึงบาปบุญคุณโทษในการตั้งใจทำลายชีวิตผู้อื่นโดยเฉพาะในเขตวัด และท่านให้เขาปฏิญาณรับศีล ๕ แล้วก็ให้กลับบ้านไป เขาก็เล่าลือกันต่อๆ ไป ไม่ให้ไปล่วงเกินสัตว์ในเขตวัด เพราะอาจมีอันตราย ก็เป็นการดี คือทำให้สัตว์ทั้งหมดอยู่ด้วยความสงบขึ้น

เรื่องพยายามจะยิงปืนในเขตวัดนี้ ได้มีเรื่องแต่สมัยถ้ำจันทน์เช่นกัน ครั้งนั้นท่านออกไปบิณฑบาต กลับมาได้ยินเสียงร้องเรียกให้ช่วย ก็ปรากฏว่า มีชายคนหนึ่งถูกปืนตัวเอง ลั่นใส่ตัวปากกระบอกแตก ท่านได้ช่วยเหลือกำหนดจิตเพ่งให้เลือดหยุด และเยียวยาให้เขา ต่อมาเขาได้มาขอขมาท่าน และเล่าให้ฟังว่า เขามองเห็นสีเหลืองของจีวรท่านรำไรในหมู่ไม้ นึกว่าเป็นกวางหรือเก้ง จึงยิงปืนใส่ บังเอิญปืนกลับแตก ลั่นถูกตัวเองบาดเจ็บ เขามีความผิด ๒ กระทง คือ กระทงแรกมายิงสัตว์ในเขตวัด กระทง ๒ มาล่วงเกินยิงท่านอาจารย์ผู้เป็นภิกษุ เขาจึงได้รับผลกรรมนั้นทันตา

ในกลางพรรษา ฝนตกชุก น้ำท่วมทางบิณฑบาต ชาวบ้านมาส่งอาหารไม่ได้ น้ำท่วมไปหมด เณรต้องต้มข้าวสาลีที่ปลูกในวัด อาศัยฉันไปวันหนึ่งๆ จนกว่าน้ำจะแห้ง ก็นับเป็นเดือนๆ ทีเดียว

ระหว่างในพรรษาที่ภูสิงห์น้อย ท่านได้เร่งความพากความเพียรอย่างเต็มความสามารถของตน พิจารณาร่างกายของตน กายาคตาสติ ไม่ให้จิตรวม ไม่ให้จิตลงพัก พิจารณาไปพอสมควร พอสงบก็พิจารณาค้นดูในร่างกาย พิจารณาทวนขึ้น และตามลง เป็นปฏิโลม และอนุโลม ค้นดูในร่างกายให้รู้เห็นตามเป็นจริง

ท่านกล่าวว่า...ถ้าจะเปรียบเทียบสถานที่ต่างๆ ที่ผ่านมาแล้ว ที่ภูสิงห์น้อยนี้นับเป็นที่สัปปายะมี่สุดแก่การบำเพ็ญเพียรภาวนาของท่าน คือที่ดงหม้อทอง จิตรวมง่าย แต่ปัญญาไม่แก่กล้า ที่ถ้ำจันทน์ จิตรวมดีเช่นกัน แต่เพิ่งพิจารณาคิดค้นกายอย่างหนัก เพิ่งจะเริ่มกระจ่างมาเป็นลำดับ ที่ภูสิงห์น้อย คิดว่าจิตพักมาพอเพียงแล้ว ได้เร่งทำความเพียรอย่างอุกฤษฎ์ ได้พยายามใช้อุบายปัญญาทุกอย่าง เพื่อจะน๊อคเอาท์คู่ต่อสู้ คือกิเลสให้ล้มคว่ำลงให้ได้

เมื่อออกพรรษา ท่านพระอาจารย์สอน ได้ไปหาที่วิเวกที่อื่น ส่วนท่านพระอาจารย์นั้น ญาติโยมทางบ้านดอนเสียด ถ้ำพระ ถ้ำบูชา ภูวัว ได้มานิมนต์ให้ไปจำพรรษาอยู่กับพวกเขา ท่านจึงตกลงไปพักอยู่ที่ถ้ำบูชา ซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านถึง ๑๐ กิโลเมตร.ทางบิณฑบาตลำบากมาก ท่านได้ขอให้ญาติโยมช่วยกันตัดทางจากบ้านดอนเสียดขึ้นภูวัว ไปถ้ำบูชา ช่วยกันทำอยู่ ๓ เดือน จึงสำเร็จ รถ และเกวียนพอเดินได้ แต่ถึงกระนั้นการบิณฑบาตก็ต้องแบ่งกันคนละครึ่งทาง ระหว่างพระกับชาวบ้าน พระเดินลงจากเขามาครึ่งทาง และชาวบ้านเดินขึ้นไปอีกครึ่งทาง

๐ พรรษาที่ ๒๒-๒๕ พ.ศ.๒๕๐๗-๒๕๑๒ ถ้ำบูชา ตาดสะอาม ภูวัว
พรรษาแรกมีพระ ๕ องค์ เณร ๒ องค์เท่านั้น ต่างองค์ต่างแยกย้ายกันหาที่วิเวก ปรารภความเพียรกันอย่างไม่ประมาท ได้สร้างโรงครัว ศาลาโรงฉันข้างล่าง และชวนพระเณรทำบันไดขึ้นหน้าผา ขึ้นบนหลังตาดสะอาม เพราะข้างบนเป็นที่ชัยภูมิดี เหมาะเป็นที่วิเวก มีข่าวเล่าลือกันว่า ยังมีพระพุทธรูปทองคำยังหลงเหลืออยู่ในถ้ำในเขตภูวัวนี้ พวกพรานและพวกชาวป่าสมัยก่อนเคยพบเห็นมาแล้ว แต่ไม่มีใครกล้านำออกมา ด้วยเกรงต่ออำนาจเทพารักษ์ที่บำรุงรักษาสถานที่นั้น พวกชาวบ้านช่วยกันหาเท่าใดก็ไม่พบ

วันหนึ่งขณะนั่งภาวนา ท่านได้นิมิตว่า กำลังค้นหาพระ แต่หาไม่เห็น ขณะนั้นมียักษ์ผู้หญิง รูปร่างสูงใหญ่ ตัวดำสนิท ผมยาวรุงรัง มีผ้านุ่ง เปลือยกายท่อนบน อกยานใหญ่ ท้องก็อ้วนใหญ่ ยืนอยู่ที่นำตกสะอาม ท่านจึงเดินเข้าไปถามว่า เป็นใคร ทำไมจึงมาอยู่ที่นี่ ยักษ์จึงตอบว่า เป็นยักษ์อยู่ที่น้ำตกสะอาม เพราะแต่ก่อนเคยทำบาป คือชาติที่เกิดเป็นมนุษย์ ได้เกิดเป็นภรรยาของท่านพระอาจารย์จวน แต่เป็นผู้ทุจริต ประพฤติมิจฉากาม ไม่ซื่อสัตย์ต่อสามี (คือท่านพระอาจารย์จวน) คบชายอื่นเป็นชู้ เมื่อสามีจับได้ก็ล่อลวงปิดบังไว้ ด้วยบาปอกุศลกรรมอันนั้น จึงทำให้ต้องเกิดเป็นยักษ์อยู่ที่นี่ ท่านจึงถามต่อว่า มีพระพุทธรูปโบราณอยู่ที่ถ้ำสะอามนี้ใช่ไหม ยักษ์ก็รับว่ามีอยู่จริง แต่ไม่ยอมบอกว่าอยู่ที่ไหน เพราะยักษ์ยังเกลียดชังท่าน ที่ท่านทิ้งเขาไปในชาติครั้งนั้น ท่านจึงได้บอกญาติโยมว่า อย่าไปหาเลย ไม่เห็นหรอก เขาไม่ให้เห็น

ในปีพ.ศ.๒๕๐๙ คืนหนึ่งขณะฝนตกหนัก ได้มีเครื่องบินอเมริกันนำลูกระเบิดมาปล่อยทิ้งที่ภูวัว ๖ ลูก หลังจากนั้น ๓ วัน ญาติโยมขึ้นมาถวายจังหันแล้วออกไปเก็บเห็ดจึงเห็นลูกระเบิด เป็นลูกระเบิดขนาดใหญ่มีที่ระเบิดแล้ว ๑ ลูก เป็นลูกระเบิดเพลิง แต่ที่ยังไม่ระเบิด ๕ ลูก วัดโดยรอบได้ ๑.๒๐ เมตร.วัดตามยาวได้ ๑.๒๐ เมตร.จึงให้คนไปแจ้งกำนันผู้ใหญ่บ้าน เขาได้รายงานไปจนถึงทางทหารที่อุดรให้ฝรั่งทหารอเมริกันผู้มาทิ้งระเบิดทราบ ทหารที่อุดร และทหารอเมริกันได้เดินทางมาจัดการนำเอาลูกระเบิดที่ยังไม่ระเบิดเหล่านั้นขึ้นมาทำลายได้หมด การที่ลูกระเบิดทั้ง ๕ ลูก ไม่แตกระเบิดนี้ ได้ทำให้ชาวบ้านตื่นเต้นร่ำลือกันมาก แต่ท่านกล่าวเพียงว่า อาจจะเป็นเพราะอำนาจคุณพระรัตนตรัยคุ้มครองก็ได้

กลางปีพ.ศ.๒๕๑๑ เจ้าคณะจังหวัดหนองคาย ได้มีหนังสือมาขอให้พระที่อยู่ถ้ำบูชา ภูวัว ย้ายลงมาจากภูวัว เพราะบ้านเมืองเกิดความฉุกเฉิน เกรงจะเป็นอันตรายต่อพระสงฆ์ ให้ลงไปจำพรรษาที่อื่น ท่านพระอาจารย์จวน พร้อมหมู่คณะ และแม่ชี ก็ได้ลงจากถ้ำบูชาในเดือนกรกฎาคม ขณะฝนกำลังตกชุก เดินทางด้วยความยากลำบาก บุกน้ำ บุกโคลนตม มุ่งหน้าไปจำพรรษากับหลวงปู่ขาว อนาลโย ที่วัดถ้ำกลองเพล จังหวัดอุดรธานี

๐ พรรษาที่ ๒๖ พ.ศ.๒๕๑๑ จำพรรษาอยู่กับหลวงปู่ขาว อนาลโย
ท่านพระอาจารย์จวน ได้กลับมาอยู่จำพรรษาร่วมกับหลวงปู่ขาว อีกวาระหนึ่ง ซึ่งได้จากวัดป่าแก้วบ้านชุมพล มาอยู่ที่วัดถ้ำกลองเพล ได้อยู่ปฏิบัติหลวงปู่ขาว ฟังธรรมเทศนา รับการอบรมมาจากหลวงปู่ขาว โดยใกล้ชิด

ออกพรรษา เสร็จกิจการงานแล้ว ได้นมัสการกราบลาหลวงปู่ กลับไปวิเวกที่ภูวัวอีก ท่านได้วิเวกอยู่ที่ภูวัว ๑ เดือน คืนหนึ่ง...ขณะนั่งบำเพ็ญความเพียรอยู่นั้น ได้เกิดนิมิตขึ้นว่า ได้มีปราสาท ๒หลัง หลังหนึ่งเล็ก หลังหนึ่งใหญ่โตมาก ปราสาททั้ง ๒ หลังสวยงามวิจิตรมาก ตั้งอยู่ทางด้านเขาภูทอกน้อย และภูทอกใหญ่ ซึ่งเวลามองจากภูวัวจะเห็นปรากฏชัด ในนิมิตท่านได้เหาะขึ้นไปบนปราสาทนั้น แต่บังเอิญประตูทางเข้าปราสาทปิดอยู่ ไม่สามารถเข้าไปได้ ท่านจึงตั้งจิตอธิษฐานว่า หากมีบารมีแรงกล้า ขอให้ประตูเปิดออก เข้าไปได้ ทันใดนั้น...ประตูปราสาทหลังเล็กก็เปิดออก ท่านจึงเข้าไปในปราสาทนั้น ภายในห้องวิจิตรพิสดารงดงามยิ่งนัก มีหญิงรูปสวย ๔ คนเฝ้าอยู่ในปราสาทนั้น ได้นิมนต์ให้ท่านอยู่ร่วมด้วย แต่ท่านไม่ตกลง เพราะเป็นพระ จะอยู่ร่วมกับผู้หญิงไม่ได้ แล้วท่านจึงลงจากปราสาทนั้นไป

พอจิตถอน ท่านจำนิมิตนั้นได้ติดตา พร้อมทั้งจำทางขึ้นลงได้อย่างแม่นยำ เพื่อพิสูจน์นิมิตนั้น ท่านจึงเดินทางจากภูวัวไปยังภูทอกน้อย พอไปถึงก็เดินทางขึ้นไปบนเขา ตามทางในนิมิตนั้นทุกประการ ได้สำรวจดูเขาชั้นต่างๆ เห็นเป็นโตรก เป็นซอก เป็นถ้ำ เป็นหินผาอันสูงชัน ก็เห็นว่าเป็นภูมิประเทศที่เหมาะสมที่จะบูรณะให้เป็นสถานที่สำหรับให้พระเณรได้บำเพ็ญภาวนาต่อไป ท่านจึงตกลงใจเข้าบูรณะ และตั้งเป็นวัด ประกอบกับแรงนิมนต์ของชาวบ้านตำบลนาคำแคน บ้านนาต้อง อาราธนาให้อยู่โปรดพวกเขาเป็นหลักยึดเหนี่ยวอีกแรงหนึ่ง

๐ พรรษาที่ ๒๗-๓๘ พ.ศ.๒๕๑๒-๒๕๒๓ วัดเจติยาคิรีวิหาร (ภูทอก) อำเภอบึงกาฬ
ท่านเริ่มมาอยู่ที่ภูทอกนี้ ตั้งแต่เดือนมกราคม ปีพ.ศ.๒๕๑๒ มาอยู่ครั้งแรก กับท่านพระครูสิริธรรมวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดสามัคคีอุปถัมภ์ อำเภอบึงกาฬ ในปัจจุบัน กับเณรน้อยองค์หนึ่ง ตอนแรกก็อาศัยอยู่ตีนเขาที่เป็นโรงฉันต่อกับโรงครัวปัจจุบันนี้ บริเวณรอบๆ เป็นป่าทึบ รกชัฏ มีสัตว์ป่าอุดมสมบูรณ์ เบื้องต้นภูทอกยังไม่มีแอ่งเก็บน้ำ สมัยนั้นต้องอดน้ำ อาศัยฝนที่ค้างอยู่ตามแอ่งหิน อาหารการขบฉัน อาศัยบิณฑบาตจากชาวบ้านนาคำแคน ซึ่งได้อพยพไปอยู่ใหม่ๆ ประมาณ ๑๐ หลังคาเรือน การบิณฑบาตขาดแคลนมาก ตามมีตามได้ พอเข้าหน้าแล้ง ท่านได้ขอให้ชาวบ้านช่วยกันสร้างทำนบกั้นน้ำ เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ และขึ้นมาปลูกกระต๊อบอยู่ชั่วคราวที่โขดหินตีนเขาชั้น ๒

ปีแรกที่จำพรรษาอยู่ที่ภูทอก มีพระ ๓ องค์ ผ้าขาวน้อย ๑ องค์ ปลูกกระต๊อบชั่วคราวพออาศัยได้ ๔ หลัง ทุกองค์ต่างทำความเพียรอย่างเต็มที่ เวลาพลบค่ำ ท่านพระอาจารย์ขึ้นไปนอนบนชั้น ๕ โดยปีนขึ้นตามเครือเขาเถาวัลย์ ตามรากไม้ ซึ่งปัจจุบันนี้เป็นถ้ำวิหารพระ สมัยนั้นยังเป็นป่าทึบ มีต้นไม้ขึ้นอย่างหนาแน่น ในระหว่างกลางพรรษาที่ ๒๗ ได้ชักชวนญาติโยมทำบันไดขึ้นเขาชั้นที่ ๕ และชั้นที่ ๖ จนสำเร็จ ทำอยู่ประมาณ ๒ เดือนกับ ๑๐ วัน จึงเสร็จเรียบร้อย การสร้างบันไดนี้สำเร็จในกลางพรรษา ได้อาศัยศรัทธาญาติโยม และชาวบ้านใกล้เคียงช่วยกันคนละเล็กละน้อยช่วยกำลังแรง...ส่วนกำลังทรัพย์ไม่มี เพราะต่างเป็นคนยากจน มีแต่ศรัทธาเท่านั้น

กลางพรรษาปีพ.ศ.๒๕๑๒ ท่านได้เกิดสุบินนิมิตว่า ได้ออกไปบิณฑบาตที่ภูทอกใหญ่ ตามหน้าผา อุ้มบาตรเดินเลียบไปตามหน้าผา อ้อมไปเรื่อยๆ เห็นหน้าต่างปิดอยู่ตามหน้าผา มองไม่เห็นคนเลย ท่านจึงเดินอ้อมไป ท่านจึงหยุดยืนรำพึงว่า “ทำไมมีแต่หน้าต่างปิด ไม่เห็นคนออกมาใส่บาตรเลย” สักครู่หนึ่งก็เห็นคนเปิดหน้าต่างออกมาใส่บาตร ท่านจึงตั้งจิตถามขึ้นว่า เขาเป็นใคร เขาก็ประกาศขึ้นมาเองว่า “พวกผมนี้เป็นพวกบังบดขอรับ อยู่กันที่ภูทอกใหญ่ ภูแจ่มจำรัส” พวกบังบด คือพวกภูมมเทวดา ที่เขามีศีล ๕ ประจำ เขาอธิบายให้ฟังต่อว่า “ชื่อเดิมของภูทอกใหญ่นี้ เรียกกันว่าภูแจ่มจำรัส แต่ก่อนนี้มีพวกฤๅษีชีไพรมาบำเพ็ญพรตภาวนากันอยู่ที่ภูแจ่มจำรัสนี้มาก” เมื่อเขาใส่บาตรเรียบร้อยแล้ว ท่านจึงภามเขาว่า “ทำไมจึงรู้ว่าอาตมามาบิณฑบาต” เขาก็ตอบยิ้มๆ ว่า “รู้ครับ รู้ด้วยกลิ่น ถูกกลิ่นพระผู้เป็นเจ้า”…“กลิ่นเป็นอย่างไร” ท่านซักต่อ “กลิ่นหอมขอรับ ถูกกลิ่นพระผู้เป็นเจ้า ก็เลยพากันเปิดหน้าต่างมาใส่บาตรพระผู้เป็นเจ้ากัน ท่านเป็นพระที่ปฏิบัติดี ควรแก่การบูชา พวกเราจึงพร้อมใจกันมาใส่บาตร” พอพวกเขาใส่บาตรเสร็จ ท่านก็กลับ พอดีรู้สึกตัวตื่น พิจารณาดูนิมิตนั้นก็เห็นแปลก และเช้าวันนั้น อาหารที่บิณฑบาตได้ ขบฉันก็รู้สึกว่ารสเอร็ดอร่อยเป็นพิเศษ ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีใครอื่นมาใส่บาตรจริงๆ มีแต่ชาวบ้านเท่านั้น และอาหารก็เป็นอาหารพื้นๆ

พรรษาแรก พระเณรเจ็บไข้กันมาก บางองค์ก็บอกว่า เทวดาประจำภูเขามาหลอกหลอน ดึงขา ปลุกให้ลุกขึ้นทำความเพียร บางทีก็ไล่ให้หนี เพราะมาแย่งวิมานของเขา ท่านได้พยายามตักเตือนพระเณรให้มีศีลบริสุทธิ์ บำเพ็ญความเพียร แผ่เมตตา และให้ทำความเพียรอย่าได้ประมาท ภายหลังก็เกิดนิมิตว่า มีพวกเทวดามาหาท่านบอกว่า “ขอน้อมถวายภูเขาลูกนี้ให้แก่พระผู้เป็นเจ้า ขอพระผู้เป็นเจ้าโปรดรับไว้รักษา พวกข้าพเจ้าจะลงไปอยู่ข้างล่าง” และยังขอให้ท่านประกาศแก่มนุษย์ที่จะมาเที่ยวภูเขาลูกนี้ต่อไปว่า ขออย่าได้กล่าวคำหยาบ อย่าส่งเสียงดังอึกทึก อย่าถ่มน้ำลายลงไปข้างล่าง อย่าขว้างปาหรือทิ้งเศษขยะไว้บนเขา

เมื่อท่านตื่นจากนิมิต จึงมาพิจารณาคำขอร้องของเทวดา ก็เห็นว่าแยบคายดี น่าจะเป็นข้อที่กัลยาณชนควรจะปฏิบัติอยู่แล้ว ถึงแม้จะไม่มีเทวดามาขอร้องก็ตาม อย่างไรก็ดี ในวันนั้น มีชาวบ้านมาเล่าให้ฟังว่า พวกเขาต่างฝันกันว่า มีคนมามอบภูเขาให้ท่านพระอาจารย์จวน รักษาไว้ และพวกเขาจะลงไปอยู่ข้างล่างแทน บังเอิญมาฝันตรงกันหลายคน

ปีพ.ศ.๒๕๑๓ ในฤดูแล้ง ท่านได้ชักชวนชาวบ้าน ช่วยกันสร้างทำนบเพิ่มขึ้นอีก ๒ ทำนบเพื่อไว้เก็บกักน้ำ มีประชาชนจากฝั่งประเทศลาวชื่อ นายบุญที ได้มีศรัทธามาสร้างพระประธานไว้ที่ถ้ำวิหารพระชั้นที่ ๕ ต่อมาได้มีศรัทธาจากที่ต่างๆ มาร่วมกันสร้างโรงฉัน และศาลาชั้นที่ ๕ ภายหลังได้ขยายศาลาตรงฉันชั้นล่างให้กว้างออกไป และได้ขยายศาลาถ้ำวิหารพระชั้นที่ ๕ ให้กว้างออกไปด้วย เพื่อประกอบศาสนกิจ และสังฆกรรมได้สะดวก

การก่อสร้างต่างๆ ท่านพยายามทำแบบส่งเสริมธรรมชาติให้กลมกลืนไปกับธรรมชาติ เช่น กุฏิ ศาลาอาศัยผนังถ้ำเป็นฝาเป็นต้น นอกจากนี้ยังได้ขุดบ่อน้ำอีกหลายแห่ง ยังได้พบบ่อน้ำซึมผุดขึ้นมาจากซอกหิน และได้มีผู้มีจิตศรัทธาร่วมกันสร้างบาตรน้ำมนต์ขนาดใหญ่ไว้รองน้ำซึมที่หยดมาจากยอดเขา นอกจากนี้ยังมีผู้บริจาคเงินสร้างถังเก็บน้ำคอนกรีต ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ และได้สร้างส้วม และห้องน้ำ ไว้สำหรับประชาชน

ปีพ.ศ.๒๕๑๓-๒๕๑๔ ได้ทำสะพานรอบเขาชั้นที่ ๕

ปีพ.ศ.๒๕๑๕ ได้ทำนำนบกั้นน้ำเพิ่ม

ปีพ.ศ.๒๕๑๖ ปรับปรุงสะพานชั้นที่ ๕ ทำทางเดินให้เสมอกัน และขยายให้กว้างขึ้น

ปีพ.ศ.๒๕๑๗ ทำสะพานบนเขาชั้นที่ ๖ ทำสะพานชั้นที่ ๔ ครึ่งเขา

ปีพ.ศ.๒๕๑๙ ได้ทำทำนบกันน้ำในเขตวัด

ตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๕๑๙ เป็นต้นมา ได้มีคณะญาติโยมโดยเฉพาะจากกรุงเทพมหานคร ทยอยมากันบ่อยครั้งขึ้น ได้มีศรัทธาเพิ่มขึ้น บริจาคทั้งกำลังทรัพย์ และกำลังกายมาช่วยเหลือที่วัด ได้มีการสร้างถังน้ำบนเขาชั้นที่ ๕ สร้างห้องน้ำ ห้องส้วมเพิ่มอีกหลายห้อง นอกจากนี้ยังได้มีการสร้างกุฏิถาวรสำหรับพระเณรจะได้เป็นที่พัก เพราะแต่ก่อนพระเณรจะใช้เงื้อมหินหรือถ้ำเป็นที่อยู่อาศัยอีกเป็นจำนวนหลายหลัง และยังได้มีการสร้างกุฏิที่พักสำหรับพระอาคันตุกะ สร้างกุฏิแม่ชี และกุฏิที่พักบนชะง่อนเขาชั้นที่ ๕ สำหรับญาติโยมได้มาพักอีกด้วย

นอกจากได้ก่อสร้างในวัดแล้ว ยังได้ทำประโยชน์ให้แก่ชาวบ้านใกล้เคียงอีกด้วย โดยได้สร้างทำนบกั้นน้ำให้แก่ชาวบ้าน ๖ ทำนบ และในปีพ.ศ.๒๕๒๓ ได้เริ่มทำถนนรอบภูเขา ๓ ลูก คือ ภูทอกน้อย ภูทอกใหญ่ และภูสิงห์น้อย ซึ่งต่างก็เป็นสำนักสงฆ์ของวัด เพื่อเป็นการกั้นเขตแดนวัด จะได้เป็นที่พึ่งพาอาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด และยังเป็นการสงวนป่าไม่อีกด้วย (เมื่อท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ มรณภาพแล้ว งานนี้ยังค้างอยู่ ทางวัดได้ทำต่อจนแล้วเสร็จ รวมทั้งทำนบน้ำแห่งใหม่ในหมู่บ้านด้วย)

ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ ได้เทศน์ให้ศิษย์ฟังเสมอๆ เรื่องสมเด็จพระบรมศาสดาทรงสอนให้มนุษย์รู้จักบำเพ็ญประโยชน์ ๓ อย่าง ประโยชน์ปัจจุบัน ประโยชน์ภายภาคหน้า และประโยชน์อย่างยิ่ง ดังที่ได้ยกธรรมเทศนาของท่านตอนนี้มารวมไว้ข้างท้ายนี้ คำสอนของท่านอาจถือเป็นข้อสรุปปฏิปทา คุณธรรมขององค์ท่านผู้สอนได้เป็นอย่างดี ท่านได้ปฏิบัติมาแล้ว เป็นตัวอย่างให้เราจักได้พยายามเจริญรอยตามคำสอนของท่าน

แรกเริ่ม ท่านบำเพ็ญประโยชน์ตน อัตตถประโยชน์ก่อน ท่านสอนเสมอ เราต้องว่ายน้ำให้เป็นเสียก่อน แล้วจึงค่อยไปสอนให้คนอื่นว่ายน้ำ ถ้าตัวเราก็ยังว่ายน้ำไม่เป็นช่วยตัวเองไม่ได้ ไปสอนเขา ก็รังแต่จะพากันจมน้ำตายไปด้วยกันหมด ดังนั้นในระยะแรก ท่านจึงบำเพ็ญเพียรอย่างอุกฤษฏ์ ซอกซอนซ่อนตัวอยู่ในกลางป่าลึก จนบำเพ็ญประโยชน์แก่ตนเองได้สมปรารถนาเรียบร้อยแล้ว ท่านก็ทำประโยชน์แก่ญาติ เพื่อนร่วมชาติ ร่วมศาสนา ร่วมพระมหากษัตริย์ ทำประโยชน์แก่โลก แก่ส่วนรวมต่อไป

เป็นวิหารธรรม ที่เป็น “เครื่องอยู่” ของท่าน วัดป่าบ้านนาจิก วัดป่าศิลาอาสน์ ที่ดงหม้อทอง สำนักสงฆ์ถ้ำจันทน์ วัดป่าที่ภูสิงห์น้อย (ภูกิ่ว) สำนักสงฆ์ถ้ำบูชา สำนักสงฆ์สะแนน และวัดเจติยาคิรีวิหาร (ภูทอก) เป็นเสมือนเจดีย์ศิลาที่ท่านก่อนตั้งไว้ โดยเฉพาะที่วัดเจติยาคิรีวิหาร ซึ่งท่านได้สร้างสะพานเวียนรอบเขาโดยรอบเป็นชั้นๆ จนถึงยอด ทำให้เขาภูทอกเป็นสถานที่ซึ่งเหมาะสำหรับผู้มุ่งไปปฏิบัติธรรม และพักผ่อน กิตติศัพท์อันงามขององค์ท่านเอง และสถานที่ซึ่งท่านบุรณะ และสร้างสรรค์แล้ว ได้ชักนำให้ประชาชนจากที่ใกล้ และไกล พากันสนใจ แม้ชาวต่างประเทศก็จัดคณะไปกราบคารวะ และเยี่ยมชมสถานที่กันไม่ขาด

ด้วยเมตตาธรรมของท่าน ผ่าดงพงพีหลายแห่ง ได้กลายเป็นไร่นาสาโท ยิ่งท่านได้นำชาวบ้านสร้างถนนหนทาง สะพาน สระน้ำ ฝาย อ่างเก็บน้ำเพิ่มขึ้น ไร่นาสาโทเหล่านั้นก็อุดมสมบูรณ์ขึ้น โดยเฉพาะที่ภูทอก เราได้ประจักษ์กับตาเองว่า ระหว่างสองสามปีหลังนี้ นาข้าวแถวบริเวณใกล้ภูทอก ต้นข้าวจะงาม สูงแทบจะท่วมหัวทีเดียว ชาวบ้านรู้จักปลูกผัก ได้อาศัยเมล็ดพันธุ์ผักจากวัด ได้น้ำจากฝายและอ่างเก็บน้ำ ๖-๗ แห่ง ที่ “หลวงพ่อ” คิดทำให้บ้าง และต่อมาได้ทำเป็นตัวอย่างจูงใจให้ชาวบ้านรู้จักช่วยตัวเอง ทำเพิ่มเติมขึ้นด้วย เขาเหล่านั้นก็เรียกได้ว่า พอจะลืมหน้าอ้าปากได้ บ้านเรือนที่มีอยู่เพียง ๑๐ หลังคาเรือน ก็กลายเป็นหลายร้อยหลังคาเรือน ที่เป็นฟาก เป็นไม้ไผ่ ก็เริ่มเปลี่ยนเป็นไม้ถาวรขึ้นอย่างหนาตา หลายสิบบ้านเป็นเจ้าของไร่มัน พืชผลต่างๆ และมีอีกเป็นสิบบ้านเช่นเดียวกัน ที่ต่างมีรถยนต์จอดอยู่ในบ้านของตน

วัดวาอาราม ถนน สะพาน สระน้ำ ฝาย อ่างเก็บน้ำ และความเจริญของหมู่บ้านที่ประชาชนอพยพตามเข้ามาอาศัยบารมีการุณยธรรมอันสงบร่มเย็นของท่าน เหล่านี้...ไม่ว่าจะเป็นที่ดงหม้อทอง วานรนิวาส ที่ถ้ำจันทน์ ดงศรีชมภู ที่ภูสิงห์น้อย ที่ถ้ำบูชา ที่น้ำตกสะแนน ที่ภูวัว ที่ภูทอกน้อย ที่ภูทอกใหญ่ ล้วนเป็นอนุสรณ์แห่งการบำเพ็ญบารมีเพื่อโลกัตถประโยชน์ และญาตัตถประโยชน์ของท่าน ทางด้านถาวรวัตถุทั้งสิ้น แต่ที่ทรงประโยชน์คุณค่ามหาศาลหาประมาณมิได้ คือทางด้านจิตใจ ที่ท่านกรุณาเมตตาช่วยเหลือเจือจาน เทศนาสั่งสอน แนะนำให้ศิษย์ทั้งบรรพชิต และฆราวาส ทั้งที่ หนองคาย อุบล อุดรธานี นครพนม สกลนคร กาฬสินธุ์ เลย สงขลา เชียงใหม่ เชียงราย กรุงเทพมหานคร จันทบุรี ชลบุรี ให้ศิษย์มีความคิดที่ถูกต้องดีงาม ไม่หลงไปในทางที่ผิด ให้รู้จักทุกข์ เหตุที่เกิดทุกข์ ธรรมอันเป็นที่ดับทุกข์ ข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมอันเป็นที่ดับทุกข์
- - - www.baanruenthai.com
โพสต์โดย : ชีวประวัติและปฏิปทา ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ วัดเจติยาคิรีวิหาร (ภูทอก) ตำบลนาแสง อำเภอศรีวิไล จังหวัดหนองคาย
บ้านเรือนไทย
เจ้าบ้าน



โพสต์กระทู้ : 13668
ที่อยู่ : บ้านเรือนไทย ต.บางกรวย อ.บางกรวย จ.นนทบุรี 11130
ร่วมเจตนารมณ์อุดมการณ์บ้านเรือนไทย : 19 มกราคม 2549 06:26:00
โพสต์ : วันที่ 27 มีนาคม 2554 15:25:09
๐ ท่านได้บำเพ็ญประโยชน์ปัจจุบันแล้ว
สำหรับประโยชน์ ๒ ประการคือ ประโยชน์ภายภาคหน้า...เพื่อว่าเมื่อละชีวิตปัจจุบันแล้ว จะได้มีสุคติเป็นที่ไป และประโยชน์อย่างยิ่ง...เพื่อดับอาสวกิเลสให้สิ้นไปถึงพระนิพพานนั้น บรรดาศิษย์ของท่านไม่มีความสงสัยเลยว่า ท่านได้บำเพ็ญบารมีเพื่อประโยชน์ ๒ ประการหลังนี้บริบูรณ์แล้ว เต็มแล้ว หรือไม่ และเพียงใด

ท่านได้รับนิมนต์มากรุงเทพมหานครโดยกิจนิมนต์สำคัญ ประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตก ที่คลองสี่ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ.๒๕๒๓ พร้อมด้วยพระสงฆ์ฝ่ายกรรมฐานที่สำคัญ และได้รับนิมนต์มาในงานเดียวกันอีก ๔ รูป สิริรวมอายุท่านได้ ๕๙ ปี ๙ เดือน ๑๘ วัน พรรษา ๓๘

ศพของท่าน...พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์บำเพ็ญพระราชกุศล ๗ วัน พระราชทาน ณ วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร และได้รับพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญศพกลับมาบำเพ็ญกุศลต่อที่วัดเจติยาคิรีวิหาร กลับถึงภูทอกเมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๒๓

พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ ให้ผู้แทนพระองค์มาบำเพ็ญพระราชกุศลพระราชทาน ทั้งในวาระครบ ๕๐ วัน และ ๑๐๐ วัน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนิน พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ มาพระราชทานเพลิงศพ ณ เมรุชั่วคราว วัดเจติยาคิรีวิหาร (ภูทอก) วันเสาร์ที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ.๒๕๒๔

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินมา ณ วัดเจติยาคิรีวิหาร เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม พ.ศ.๒๕๒๖ ทรงพระสุหร่าย รูปปั้นเหมือนของท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ และพระราชทานให้แก่วัดเจติยาคิรีวิหาร (ภูทอก) เพื่อประดิษฐานให้เป็นที่เคารพสักการบูชาแก่ประชาชนสืบต่อไป...

๐ ปรารภความเพียร
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐวัดเจติยาคิรีวิหาร (ภูทอก) ตำบลศรีวิไล อำเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย
ในจำนวนพระภิกษุที่ได้น้อมนำเอาคำสอนของท่านพระอาจารย์มั่น ไปประพฤติปฏิบัติ และน้อมนำเอาแบบฉบับของท่านพระอาจารย์มั่น มายึดถือว่าเป็นครูบาอาจารย์นั้น ก็มี ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฎโฐ รูปหนึ่ง ในการปฏิบัติของท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฎโฐ นั้น ท่านได้ผ่านความลำบาก ในสถานที่อันทุรกันดารเป็นอย่างมาก หลายต่อหลายแห่งด้วยกันที่ท่านพระอาจารย์จวน ท่านได้ธุดงค์เดินผ่านไป หลายต่อหลายแห่งที่ท่านได้ไปพำนักอาศัยเพื่อบำเพ็ญเพียรภาวนา ไม่ว่าจะเป็นป่าหรือบนเขาสูงก็ตามที ล้วนเป็นสถานที่อันทุรกันดารทั้งสิ้น สิ่งต่างๆ เหล่านั้นเป็นเครื่องยืนยันถึงสภาวะจิตใจแห่งความเข้มแข็งกล้าหาญเด็ดเดี่ยวของท่านได้เป็นอย่างดี และนอกจากนั้นแล้วจะเห็นได้ว่าผู้ที่มีสภาพจิตอันอยู่ได้ด้วยความสันโดษและสมถะเท่านั้นจึงจะไปพำนักอาศัยอยู่ในสถานที่เช่นนั้นได้ หลังจากที่ท่านพระอาจารย์จวน ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุแล้วก็ได้หัดท่องปาฏิโมกข์ และเจ็ดตำนาน ท่านได้เพียรพยายามท่องจำไปทั้งกลางวันกลางคืนจนกระทั่ง ๑ เดือนผ่านไป ท่านก็สามารถท่องได้ และจำได้อย่างแม่นยำ

ในระหว่างนั้น...ท่านพระอาจารย์จวน ได้เร่งทำความเพียรอย่างขะมักเขม้น ทั้งเดินจงกรม และนั่งสมาธิ ส่วนการฉันนั้นบางวันท่านก็ไม่ฉัน บางวันท่านก็ฉันเพียงนิดเดียวสลับกันไป ท่านพระอาจารย์เกิ่ง ได้สังเกตเห็นว่าท่านพระอาจารย์จวน ออกจะซูบผอมไปมาก จึงตักเตือนให้ฉันอาหารเสียบ้าง อยู่ต่อมาจนถึงวันเข้าพรรษาก็ปรากฏว่าที่ วัดป่าบ้านพอก หนองคอนทั้ง อำเภอเลิงนกทา ไม่มีพระที่จะสวดปาฏิโมกข์ได้ พระอาจารย์ยังได้ขอตัวพระอาจารย์จวน ไปอยู่ที่วัดป่าบ้านพอก และในพรรษานั้นโยมแม่ของท่านพระอาจารย์จวน ได้มาบวชเป็นชีอยู่ด้วย ได้อธิษฐานฉันเจ ไม่ฉันเนื้อสัตว์อดอาหารถึง ๔ วัน สลับกับการอดนอน ๔ คืนบ้าง บางวันก็อดอาหาร ๘ วันแล้วสลับกับการอดนอนอีก ๘ คืนบ้างเป็นอยู่เช่นนี้ ท่านพระอาจารย์จวน ได้ออกบิณฑบาตมาเลี้ยงโยมแม่เพื่อเป็นการทดแทนพระคุณ ระหว่างในพรรษานั้น ขณะที่ท่านพระอาจารย์จวน ได้นั่งทำสมาธิ และฟังธรรมอยู่นั้น จิตของท่านได้สงบลงเกิดภาพนิมิตขึ้นในจิตปรากฏว่า ร่างกายของท่านได้เน่าเปื่อยเป็นอสุภะ ท่านได้เห็นขาของท่านเองนั้นเน่ามีน้ำเหลืองไหล เห็นได้ชัดเจนราวกับมองดูด้วยตาเปล่าๆ อย่างนั้น ดังนั้นเองท่านพระอาจารย์จวน จึงได้พิจารณาอสุภะนี้ขึ้นมาเป็นอารมณ์ ต่อไปเป็นประจำ ในพรรษานี้ได้มีภาพนิมิตแปลกๆ เกิดขึ้นในขณะที่ทำความเพียรอยู่เสมอๆ

วันหนึ่ง...ขณะที่ท่านพระอาจารย์จวน ได้นั่งทำสมาธิอยู่นั้น ก่อนที่จะจิตจะรวมลงได้ปรากฏภาพนิมิตขึ้นมาว่า มีแม่ไก่ลายตัวหนึ่งมาจิกกินอุจจาระอยู่ตรงหน้า ท่านพระอาจารย์จวน ได้กำหนดจิตถามว่า จิกกินอะไร แม่ไก่ก็ตอบว่า จิกกินอุจจาระ ท่านพระอาจารย์จวน ได้กำหนดจิตถามไปอีกว่า แม่ไก่เป็นใคร แม่ไก่ก็ตอบมาว่า เป็นเทวดา ท่านจึงกำหนดจิตถามต่อไปว่า เทวดาทำไมกินอุจจาระ แม่ไก่ก็ตอบว่า มนุษย์เราทุกชาติทุกภาษาต้องกินอุจจาระกันทั้งนั้น ในวันนั้นท่านพระอาจารย์จวนได้น้อมเอานิมิตนั้นเข้ามาพิจารณาจนเห็นความจริงว่า มนุษย์เรานี้ก็ต้องกินอุจจาระกันทั้งสิ้น ทำให้จิตของท่านเกิดความสลดสังเวชเป็นอย่างยิ่ง ในพรรษานั้น

อยู่ต่อวันหนึ่ง...หลังจากฉันอาหารแล้ว ขณะที่จะเดินขึ้นไปบนกุฏิเพื่อเอาเครื่องบริขารไปเก็บ ท่านพระอาจารย์จวน ได้แหงนหน้ามองขึ้นไปบนหน้าจั่วปรากฏเป็นภาพหญิงสาวคนหนึ่ง แต่งกายด้วยเสื้อผ้าลายๆ คล้ายกับแม่ไก่ที่ได้มาปรากฏในนิมิต มายืนถือตระกร้าหมากอยู่บนหน้าจั่วเป็นหญิงสาวที่มีรูปร่างสวยงามมาก ในใจหนึ่งก็บอกว่า เป็นเทวดา แต่ท่านพระอาจารย์จวน ก็ไม่สนใจ เก็บเครื่องบริขารไปเรื่อยๆ พอหันกลับมามองก็ยังเห็นหญิงสาวผู้นั้นยืนอยู่ที่เก่า ท่านก็เก็บเครื่องบริขารต่อไปอีกจนเรียบร้อย พอหันมามองดูใหม่ภาพที่ปรากฏนั้นก็ได้หายไปแล้ว ขณะนั้นก็ได้เกิดความรู้สึกในจิตของท่านขึ้นมาว่า นี่ละหนอ พวกที่ภาวนาแล้วเห็นภาพนิมิตต่างๆ มาปรากฏ ก็พากันเข้าใจไปว่า ตนได้ญาณบรรลุมรรคผล ทำให้เกิดความหลงงมงาย ผลที่สุดก็เสื่อมไปโดยไม่ได้ประโยชน์อะไรจากธรรมะเลย

พอออกพรรษาแล้วในปีนั้น...โยมแม่ซึ่งได้บวชเป็นชี ก็ได้ลาสิกขาบท กลับไปอยู่บ้านกับลูกหลาน พอเสร็จจากเรื่องราวทั้งหลายแล้ว ท่านพระอาจารย์จวน มีความรู้สึกว่าอยากจะได้ออกเดินธุดงค์เป็นอย่างยิ่ง จึงมองหาเพื่อนที่จะร่วมทางไปด้วย ก็ได้สามเณรองค์หนึ่งมาร่วมทาง ทั้งสององค์ได้ออกเดินทางจากวัดไปนมัสการพระธาตุพนม โดยผ่านหมู่บ้านต่างๆ ใช้เวลาเดินธุดงค์นานถึง ๗ วัน ๗ คืน จึงถึงองค์พระธาตุพนม หลังจากที่ได้นมัสการพระธาตุพนมแล้วก็ได้เดินทางต่อไปจนถึงเมืองเรณูนคร ได้ไปพักปฏิบัติภาวนาอยู่เป็นเวลานานถึง ๒ เดือน จึงเดินทางกลับจังหวัดอุบลราชธานี ขากลับ ท่านพระอาจารย์จวน มาเพียงองค์เดียว เณรนั้นไม่ได้กลับด้วย

ระหว่างทางเมื่อเดินผ่านพ้นดงมะอี่ ในเขตอำเภอเลิงนกทา ระหว่างเขตบ้านไร่กับบ้านหนองยางติดต่อกัน ท่านพระอาจารย์จวน ได้กลิ่นเหม็นที่กลางดง จึงได้ออกเดินสำรวจดู ก็ได้พบซากศพคนตายอยู่ข้างทาง ความที่จิตใจของท่านแต่ดั้งเดิม นั้นเคยเพ่งจนเห็นอสุภะปรากฏขึ้นที่ตัวของท่าน และความรู้สึกจากอารมณ์อสุภะนั้นยังประทับติดอยู่ในใจของท่านพระอาจารย์จวน ทำให้ท่านเกิดความรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มาพบซากศพของคนตายนี้ ศพนั้นร่างเน่าเปื่อยตับไตไส้พุงมีหนอนชอนไช ท่านพระอาจารย์จวน ได้ยืนเพ่งมองอสุภะนั้น แล้วน้อมเข้ามาดูตัวของท่านเองว่า อีกหน่อยตัวของเราก็ต้องเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงความเป็นอย่างนี้พ้นไปได้ เย็นวันนั้นท่านได้เดินทางไปถึง บ้านโพนหนามแท่ง ที่อำเภอ อำนาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี ก็ได้หยุดพักปักกลดสรงน้ำชำระร่างกาย ค่ำลงก็ได้ไหว้พระสวดมนต์ และน้อมเอาซากอสุภะที่ได้เห็นในตอนกลางวันนั้นเข้ามาหาตัว พิจารณาในซากอสุภะนั้นเป็นอารมณ์ ปรากฏว่าจิตใจได้สงบรวมลง มีความสบายเยือกเย็นเป็นสุขมาก ได้นั่งภาวนาตั้งแต่หัวค่ำจนถึงตี ๒ ขณะนั้นเองได้เกิดลมพายุฝนตกลงมาอย่างหนัก ท่านพระอาจารย์จวน จึงปลดมุ้งลงมา และพับออกพร้อมทั้งสังฆาฏิ เก็บไว้ในบาตรปิดฝา แล้วนั่งภาวนาต่อไปเรื่อยๆ รู้สึกว่ากายก็เย็น ฝนก็เย็น ลมก็เย็น จิตใจก็เยือกเย็นสบายดี ฝนได้ตกอยู่อย่างนั้นประมาณ ๑ ชั่วโมง ก็หายไป เมื่อท่านพระอาจารย์จวน ลืมตาขึ้นมาอีกที ปรากฏว่าท่านได้นั่งตากฝนจนเปียกปอนไปหมดทั้งตัว

ในพรรษาต่อมาท่านพระอาจารย์จวน ได้ไปพำนักจำพรรษาอยู่ที่ วัดป่าบ้านนาจิก พรรษานี้ท่านพระอาจารย์จวน ได้อธิฐานว่าจะทำความเพียรโดยไม่ยอมนอน และจะฉันอาหารที่ไม่มีเนื้อสัตว์ตลอดพรรษา การอธิษฐานไม่นอนนี้ นอกจากจะไม่ยอมให้หลังแตะพื้นแล้ว จิตต้องทำความรู้สึกตัวตลอดเวลา ไม่ให้ตกภวังค์ แม้แต่สักขณะจิตเดียว ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถ เดิน ยืน หรือนั่ง ระยะนั้นท่านพระอาจารย์จวน ยังใช้คำบริกรรมว่า “พุทโธ” เป็นพื้น มีการพิจารณาร่วมไปด้วย

พอมากลางพรรษาได้เกิดความวิปริตทางธาตุ ซึ่งท่านพระอาจารย์จวน ได้กล่าวว่า คือมีน้ำมันสมองไหลออกมาทางจมูกเป็นน้ำเหลือง ท่านเจ้าอาวาสวัดป่าบ้านนาจิก จึงได้ขอร้องให้ท่านพระอาจารย์จวนจำวัด...พักผ่อนเสียบ้าง เพราะมิเช่นนั้นต่อไป ตาของท่านอาจจะบอดก็ได้ ท่านพระอาจารย์จวน ก็จึงได้ยอมพักผ่อนแต่เพียงเล็กน้อย แต่ก็ยังทำความเพียรอยู่อย่างกล้าแข็ง พอออกพรรษาได้ ๕ วัน ท่านเจ้าคุณอริยคุณาธาร ซึ่งเป็นผู้ช่วยเจ้าคณะภาคได้มาตรวจงานทางภาคอีสาน และได้แวะที่วัดป่าบ้านจิก ท่านพระอาจารย์จวน ก็จึงได้ขอติดตามท่านเจ้าคุณอริยคุณาธารไปด้วย จนกระทั่งได้ไปกราบท่านพระอาจารย์มั่น ที่วัดป่าบ้านหนองผือ อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร

ท่านพระอาจารย์จวน ได้ศึกษาอบรมอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่น ตั้งแต่ออกพรรษา จนกระทั่งในพรรษาต่อมาทั้งพรรษา ซึ่งตลอดเวลาท่านพระอาจารย์มั่น จะแนะนำสั่งสอนให้ประพฤติปฏิบัติให้เคร่งครัดต่อพระวินัย รวมทั้งธุดงค์วัตร การภาวนานั้น ก็ให้พิจารณากาย ส่วนใดส่วนหนึ่งก็ให้ถูกกับจริตนิสัยของตัวเอง ถ้าจิตไม่สงบมีความฟุ้งซ่านก็ให้น้อมนึกเข้ามาด้วยความมีสติ ให้นึกภาวนา “พุทโธ” เมื่อจิตสงบแล้ว ก็ให้พักพุทโธไว้ให้อยู่ในความสงบ แต่มีสติ ฝึกให้ชำนาญแล้วให้นึกน้อมเข้ามาพิจารณากายของตนเองด้วยความมีสติมิให้พลั้งเผลอ เมื่อจิตรวม ก็ให้มีสติรู้ว่าจิตรวม อย่าบังคับให้จิตรวม ให้มีสติอยู่ว่า จิตรวม อย่าถอนจิตที่รวมอยู่ ให้จิตนั้นถอนออกมาเอง พอจิตถอนให้น้อมเข้ามาพิจารณากายที่เคยพิจารณาอยู่ ให้มีสติรู้อยู่ตลอดเวลา ส่วนนิมิตที่เกิดขึ้นแสดงเป็นภาพภายนอกหรือนิมิตภายในก็ให้น้อมเข้ามาให้เห็นว่า เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สิ่งใดมีเกิด ก็ต้องมีดับ อย่าพลั้งเผลอลุ่มหลงไปตามนิมิตที่เกิดขึ้น แล้วน้อมเข้ามาพิจารณากายให้เห็นเป็นไตรลักษณ์ คือไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ว่ามิใช่ของตน ให้พิจารณาอย่างมีสติ เมื่อพิจารณาพอสมควรแล้วก็ให้พักอย่างสงบ เมื่อสงบพอสมควรแล้วก็ให้พิจารณาต่อไป ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านจะสอนเช่นนี้เป็นหลักอยู่เสมอ

ท่านพระอาจารย์จวน ได้มีความตั้งใจอย่างเด็ดเดี่ยว ในการภาวนาทำความเพียรอย่างเต็มที่ คืนวันหนึ่ง ท่านได้อธิษฐาน นั่งในกลดและตั้งใจที่จะภาวนาโดยไม่นอนเลยตลอดทั้งคืน เมื่อจิตสงบลงได้เกิดนิมิตผุดขึ้นมาว่า “ปททฺทา ปททฺโท” ท่านพระอาจารย์จวน ได้กำหนดจิตแปลอยู่ ๓ ครั้ง จึงได้ความหมายว่า อย่าท้อถอยไปในทางอื่น แล้วปรากฏว่า กายของท่านได้ไหวไปเลย จากนั้นจิตก็รวมลงสู่ภวังค์ คือจิตเดิมทีเดียว ขณะนั้นยังไม่รู้ว่าจิตสู่ภวังค์ และจิตเดิมเป็นอย่างไร รู้อยู่แต่ว่าขณะจิตรวมนั้น จิตใสบริสุทธิ์ หมดจดจนหาที่เปรียบได้ยากยิ่ง มีความรู้สึกสบายที่สุด จิตในขณะนั้นปราศจากอารมณ์ใดๆ มาแผ้วพาน จิตได้รวมอยู่อย่างนั้น ตลอดคืนจนกระทั่งรุ่งเช้าจึงถอนออกมา และได้รับความเบิกบานปีติทั้งกาย และใจ เหมือนลอยอยู่ในอากาศ กายเบาใจเบาเป็นที่สุด เมื่อได้โอกาสท่านพระอาจารย์จวน จึงได้กราบเรียนเล่าเรื่องที่เป็นมานั้น ให้ท่านพระอาจารย์มั่น ฟัง ท่านพระอาจารย์มั่น ได้พิจารณาดูจิตของท่านพระอาจารย์จวน แล้ว จึงบอกว่า “ อ้อ...จิตท่านจวน นี่รวมทีเดียวถึงฐีติจิต คือจิตเดิมเลยทีเดียว” แล้วหลังจากนั้นท่านพระอาจารย์มั่น ก็ได้กล่าวว่า “ดีนัก...เพราะจะได้เป็นกำลังใหญ่ แต่ถ้าสติอ่อนกำลังก็จะไม่มี” และหลังจากนั้นท่านพระอาจารย์มั่น ก็บอกว่า ให้ปฏิบัติต่อไปเพื่อจะได้เป็นสันทิฏฐิโก คือเป็นผู้รู้เองเห็นเอง เมื่อได้รับโอวาทจากท่านพระอาจารย์มั่น เช่นนั้นท่านพระอาจารย์จวน ก็ได้เร่งทำความเพียรตามสติปัญญา

ออกพรรษาแล้ว...ท่านพระอาจารย์มั่น ได้สั่งให้ท่านพระอาจารย์จวน ธุดงค์ไปทำความวิเวกที่ ถ้ำยาง บ้านลาดกะเฌอ จังหวัดสกลนคร บ้านลาดกระเฌอ นี้เป็นหมู่บ้านของชาวป่าชาวเขา ตัวถ้ำยางนั้นอยู่ห่างจากหมู่บ้านออกไปราวๆ ๒ กิโลเมตร.ท่านพระอาจารย์จวน ได้ทำความเพียรอยู่ที่นี้ ๗ วัน ๗ คืน โดยไม่ได้หลับนอนเลย ในระยะนั้นจิตได้รวมโดยง่าย มีนิมิตทั้งภายนอกและนิมิตภายในเกิดขึ้นอยู่เสมอ เมื่อได้น้อมมาพิจารณาดูก็รู้ว่านิมิตนี้เกิดจากจิตที่ส่งส่ายออกไป ผู้ไม่มีสติก็จะทำให้ลุ่มหลงไปตามภาพนิมิต และสำคัญผิดว่า ตนเองนั้นได้ญาณจะเกิดทิฏฐิมานะ ว่าได้หูทิพย์ได้ตาทิพย์ ซึ่งอาจจะทำให้ธรรมะนี้แตกไปได้ หลังจากนั้นท่านพระอาจารย์จวน ก็ได้ธุดงค์ไปทางแถบเขาภูพาน จังหวัดสกลนคร ได้ไปอยู่ที่บ้านห้วยหีบ และต่อจากนั้นก็เดินทางไปยังจังหวัดเชียงใหม่

ที่วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งวัดที่ท่านพระอาจารย์มั่น ได้เคยไปเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่นั้น ท่านพระอาจารย์จวน ได้ไปพักวิเวกที่วัดนี้อยู่ ๓ เดือน คืนวันหนึ่ง ขณะที่นั่งภาวนาอยู่ในโบสถ์ก็ได้มีนิมิตเกิดขึ้นว่า มีพระเถระรูปหนึ่งมาให้โอวาทตักเตือนว่า “ท่านจวน...ถ้าท่านจะเป็นผู้ใหญ่ ท่านอย่าวางแผ่นดิน เพราะความประพฤติของท่านยังไม่สม่ำเสมอ” ท่านพระอาจารย์จวน ก็ได้มาพิจารณาดูแผ่นดิน แปลว่า ให้มีความหนักแน่นเหมือนแผ่นดิน เมื่อถูกกระทบกระเทือนจากอารมณ์ก็อย่าได้วอกแวก ให้ตั้งใจเป็นสมาธิไม่หวั่นไหวฟุ้งซ่าน ท่านพระอาจารย์จวน ก็จึงได้เขียนจดหมายกราบเรียนถามท่านพระอาจารย์มั่น ว่า “กราบเรียนพ่อแม่ครูอาจารย์ที่เคราพอย่างสูง เกล้ากระผมได้นั่งภาวนา แล้วเกิดนิมิตปรากฏมีพระเถระผู้ใหญ่มาตักเตือนว่า ท่านจวนถ้าท่านจะเป็นผู้ใหญ่เขานั้น ท่านอย่าวางแผ่นดิน เพราะความประพฤติของท่านยังไม่สม่ำเสมอ ดังนี้เกล้ากระผมเป็นผู้มีสติปัญญาน้อย ไม่สามารถจะรู้ว่าอะไรเป็นแผ่นดิน ขอนิมนต์พ่อแม่ครูอาจารย์โปรดประทานให้โอวาทตักเตือนด้วย” ท่านพระอาจารย์มั่น ได้ตอบจดหมายไปว่า “ถึงท่านพระอาจารย์จวน ที่อาลัยยิ่ง ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมได้แนะนำให้ท่านนั้น ขอให้ท่านตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติ ดำเนินไปตามคำที่ผมแนะนำ อย่าได้ประมาท เพื่อจะได้เป็นเกียรติยศแก่พระพุทธศาสนาต่อไป”

อยู่มาคืนหนึ่ง...ขณะที่ท่านพระอาจารย์จวน ได้ไปพำนักวิเวกอยู่ที่วัดอุโมงค์ ใกล้สนามบินเชียงใหม่ คืนนั้นท่านได้นิมิตไปว่า ตัวท่านเอง และท่านพระอาจารย์มั่น ได้ทำหีบศพอยู่บนเจดีย์ และในขณะนั้นท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ ได้เหาะลอยมาในอากาศ แล้วมาหยุดอยู่ที่ข้างหน้าท่านพร้อมกับให้โอวาทว่า ท่านจวน อุเปกขินทริยํ ท่านพระอาจารย์จวน จึงกำหนดจิต แปลดู ก็ได้ความว่า ให้วางตัวเป็นอุเบกขาต่ออินทรีย์ทั้ง ๖ คือ หู ตา จมูก ลิ้น กาย และใจ อย่าไปเอาใจใส่ลุ่มหลงในอารมณ์ที่มากระทบ เมื่อท่านพระอาจารย์จวน ได้กำหนดจิตตามนิมิตนั้นก็ได้รู้ว่าในวันพรุ่งนี้จะต้องมีเหตุการณ์อะไร สักอย่างหนึ่งที่ร้ายแรงเกิดขึ้นแน่ๆ

วันรุ่งขึ้น…หลังจากที่ท่านฉันเสร็จแล้ว บรรดาหมู่พระได้พากันออกไปชมสถานที่ต่างๆ เหลือท่านพระอาจารย์จวนอยู่ในถ้ำ เพียงองค์เดียว ขณะนั้นได้มีหญิงสาวพากันมาเที่ยวเล่น และค้นหาพระอยู่ในบริเวณนั้น ท่านพระอาจารย์จวน ก็จึงหลบพวกผู้หญิงเหล่านั้น และปลดมุ้งกลดลงเสีย มีหญิงสาวคนหนึ่งใจกล้า มาเปิดมุ้งกลดของท่านออกและยิ้มให้ท่านพร้อมกับร้องเรียกเพื่อนๆ ว่า “ตุ๊เจ้าอยู่นี่...ตุ๊เจ้าอยู่นี่” แล้วก็พากันเข้ามายืนมองดูท่าน ปรากฏว่าในขณะนั้นท่านพระอาจารย์จวน เมื่อได้เห็นหญิงสาวเหล่านั้นก็เกิดความรู้สึกวูบวาบในจิต ท่านจึงได้คิดถึงโอวาทของท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ที่มาปรากฏในนิมิตว่า อุเปกฺขินทริยํ จึงได้น้อมนำอุบายนี้ขึ้นมาพิจารณาจิตของท่านในขณะนั้นก็ได้คลายความกำหนัดลง และต่อมาภายหลังก็ได้มีบรรดาหญิงสาวต่างๆ มารบกวนท่านมากขึ้น เมื่อท่านพระอาจารย์จวน ได้เห็นว่าในที่นั้นไม่สงบแล้ว ท่านก็จึงได้เดินทางหนีออกจากที่นั้นไป
- - - www.baanruenthai.com
โพสต์โดย : ชีวประวัติและปฏิปทา ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ วัดเจติยาคิรีวิหาร (ภูทอก) ตำบลนาแสง อำเภอศรีวิไล จังหวัดหนองคาย
บ้านเรือนไทย
เจ้าบ้าน



โพสต์กระทู้ : 13668
ที่อยู่ : บ้านเรือนไทย ต.บางกรวย อ.บางกรวย จ.นนทบุรี 11130
ร่วมเจตนารมณ์อุดมการณ์บ้านเรือนไทย : 19 มกราคม 2549 06:26:00
โพสต์ : วันที่ 27 มีนาคม 2554 15:26:08
๐ ปีพ.ศ.๒๔๙๒
ในระหว่างพรรษานั้น บรรดาญาติโยมและลูกหลานได้พากันไปนิมนต์ขอให้ท่านพระอาจารย์ท่านลาสิกขาบทเสีย เพราะได้เห็นว่า ท่านต้องอยู่ในป่าในดง ได้รับแต่ความลำบากทุกข์ยากต่างๆ นานา ไม่มีเงินทองใช้สอย ไม่มีลูกไม่มีเมียที่จะอยู่ปรนนิบัติ แต่ท่านพระอาจารย์จวน ก็พยายามที่จะหาอุบายหลีกเลี่ยง จนในที่สุดก็ไม่มีใครสามารถที่จะชักนำให้ท่านลาสิกขาบทได้ พอใกล้จะถึงวันเข้าพรรษาหลวงปู่ขาว ก็ได้สั่งให้ท่านพระอาจารย์จวน ไปวิเวกอยู่ที่ ถ้ำพวง ซึ่งในปัจจุบันนี้ก็คือ วัดถ้ำอภัยดำรงธรรมตอนบน นั่นเอง หลวงปู่ขาว ได้ไปพำนักจำพรรษาอยู่ที่เชิงเขา ซึ่งเรียกบริเวณนี้ว่าหวายสะนอย อยู่ใกล้กับภูเหล็ก

ที่ถ้ำพวงนี้ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านเคยเล่าให้ฟังว่า เป็นถ้ำที่ศักดิ์สิทธิ์มาก มีพระอรหันต์องค์หนึ่งชื่อพระนรสีห์ ได้มานิพพานที่นี่ ใครจะเข้าไปที่นี่ต้องถอยถอดรองเท้าก่อน สมัยก่อนนั้นมีช่องลึกลงไปในใต้ภูเขา ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ได้เคยไปวิเวก และพบว่าข้างล่างนั้นเป็นถ้ำที่พญานาคอาศัยอยู่ ท่านพระอาจารย์สิงห์ ได้เอาก้อนหินมาปิดทางช่องนั้นไว้ ซึ่งขณะนี้เรียบไปหมดจนไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหนแล้ว เมื่อขณะที่ท่านพระอาจารย์จวน ได้วิเวกอยู่ที่ถ้ำพวงนี้ จิตสงบมาก เวลาภาวนาจิตก็รวมลงได้ดี บางทีจิตรวมถึงคืนละ ๓ ครั้งก็มี มีสิ่งแปลกประหลาดอยู่ประการหนึ่งก็คือ ทุกวันในตอนบ่าย ๓ โมง ขณะที่ท่านพระอาจารย์จวน จะออกมาเดินจงกรมนั้นได้มีกระต่ายน้อยตัวหนึ่งมานั่งนิ่งหลับตาอยู่ที่ข้างทางเดินจงกรม กระต่ายน้อยตัวนี้จะมานั่งอยู่ทุกวัน มีกิริยาอาการที่น่ารักมาก เหมือนกับจะมานั่งภาวนาไปด้วย พอท่านพระอาจารย์จวน เลิกจากการเดินจงกรมเข้าไปนั่งพักอยู่บนแคร่ กระต่ายน้อยตัวนี้ก็จะเข้าไปนั่งพักอยู่ที่ใต้แคร่นี้ด้วย แต่ถ้ามีคนเดินมากระต่ายน้อยตัวนี้ ก็จะวิ่งหนีเข้าป่าไปทันที

วันหนึ่ง...ขณะที่ท่านพระอาจารย์จวน พำนักจำพรรษาอยู่ที่ถ้ำพวงนี้ได้นั่งสมาธิ และเกิดนิมิตไปว่า ท่านได้นั่งภาวนาอยู่ในกุฏิเล็กๆ หลังหนึ่ง ขณะกำลังนั่งเพ่งพิจารณากระดูกอยู่ มีเด็กคนหนึ่งถือดาบวิ่งเข้ามาจะแทงท่าน แต่ก็ไม่สามารถจะทำได้ เด็กคนนั้นก็จึงไปบอกให้พี่ชายมาทำร้ายท่านแทน พี่ชายของเด็กคนนั้นได้ถือดาบเข้ามาจะฆ่าท่านให้ตาย ท่านพระอาจารย์จวน ได้ถามไปว่า “ท่านมีความผิดอะไรหรือจึงจะมาฆ่าท่านให้ตาย” ในนิมิตนั้นเป็นนิมิตที่ปรากฏออกมาว่า ท่านพระอาจารย์จวน เป็นเพศฆราวาส พี่ชายของเด็กคนนั้นไม่ยอมตอบคำถามของท่าน แต่ตรงเข้ามาจิกผมของท่านแล้วดึงขึ้นมา เอาดาบเถือที่คอ ตั้งใจหมายว่าจะฆ่าท่านให้ตาย แต่ถึงจะทำอย่างไรๆ ก็ฟันไม่เข้า ไม่มีรอยแผลแม้แต่น้อย ท่านพระอาจารย์จวน ได้บอกว่า “ท่านไม่มีความผิดจะฆ่าอย่างไรก็ไม่ตาย ท่านยึดถือในพระรัตนตรัยฆ่าไม่ตายหรอก” เขาจึงวางดาบลงแล้วประกาศว่า “ต่อไปนี้ขอเป็นเพื่อนเป็นมิตรกัน จะไม่อิจฉาพยาบาทกันเลย” หลังจากนั้นต่อมาในเช้าอีกวันหนึ่ง ท่านพระอาจารย์จวน ได้ออกไปบิณฑบาต มีสุนัขตัวหนึ่งมาวิ่งอยู่ที่หน้าถ้ำพวง สุนัขตัวนั้นได้วิ่งตรงเข้ามากัดท่าน...แต่กัดไม่เข้า หลังจากนั้น อีก ๓ วันต่อมา ชาวบ้านได้มาบอกว่า สุนัขตัวที่กัดท่านครูบาจวน นั้นได้ตายลงเสียแล้ว พอออกพรรษาแล้ว ท่านพระอาจารย์จวน ได้กราบลาหลวงปู่ขาว ไปวิเวกยังสถานที่ต่างๆ ตั้งแต่อำเภอสว่างดินแดน อำเภอหนองบัว อำเภอผือ อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย แล้วได้ย้อนกลับมาพักวิเวกอยู่กับท่านพระอาจารย์หล้า ซึ่งวิเวกอยู่องค์เดียวที่บนเขาภูพาน

ท่านพระอาจารย์หล้า นี้ได้เคยติดตามไปอุปัฏฐาก ท่านพระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล อย่างใกล้ชิด เป็นเวลานานถึง ๙ พรรษาด้วยกัน จนท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้มรณภาพลง ท่านพระอาจารย์จวน ได้พำนักศึกษาธรรมะแล้วฟังเทศน์ฟังธรรมจากท่านพระอาจารย์หล้า เป็นเวลา ๑ เดือน ก็จึงได้กราบลาท่านพระอาจารย์หล้า ออกเดินทางธุดงค์ หลังจากนั้นท่านพระอาจารย์จวน ได้เดินทางผ่านอำเภอวานรนิวาส ไปทางดงหม้อทอง ได้ไปอาศัยที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน ๓ ครอบครัว เป็นผู้ที่มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาดีมาก ชาวบ้านที่นั้นได้ช่วยกันปลูกกระต๊อบเป็นเสนาสนะให้ท่านกับท่านพระอาจารย์คำบุ พำนักกันอยู่องค์ละหลัง ดงหม้อทอง นี้เป็นป่าทึบ เต็มไปด้วยฝูงช้าง เสือ และหมี คืนวันหนึ่งเวลาประมาณตี ๓ ของเดือนมิถุนายน ได้ปรากฏว่ามีฝูงช้างออกมาหากินในบริเวณใกล้ๆ กันกับกุฏิพระ ตัวจ่าโขลงได้เดินมาหยุดยืนอยู่หน้ากระต๊อบห่างจากพระอาจารย์จวนไปประมาณสัก ๖-๗ เมตร ช้างเชือกนั้นสูงและใหญ่มาก ได้มาหยุดยืนนิ่งแล้วส่งเสียงร้องขึ้น พระอาจารย์จวนซึ่งกำลังจำวัดอยู่นั้น เมื่อตื่นขึ้นมาเห็นช้างเข้า ในครั้งแรกตั้งสติไม่ทันได้เกิดความกลัวขึ้นมาลุกขึ้นจุดโคมไฟมือไม้สั่น ถือโคมออกมาข้างนอก ทั้งๆ ที่มือยังสั่นเพราะความกลัวอยู่

ท่านเล่าว่า...เป็นเพราะครั้งแรกนั้น ท่านตั้งสติไม่ทันนั่นเอง คิดว่าถ้าช้างเข้ามาจะกระโดดหนีขึ้นต้นไม้ แต่อีกใจหนึ่งก็มาคิดว่า เราเป็นพระกรรมฐานจะกลัวช้างไปทำไม ช้างยังไม่กลัวเราเลย เราเป็นพระธุดงค์ เป็นผู้เสียสละในชีวิตแล้ว แล้วเรายังจะไปกลัวช้างอยู่ทำไม เราเป็นพระเป็นมนุษย์ ช้างมันเป็นสัตว์ ช้างมันยังไม่กลัวเรา แล้วก็มาระลึกถึงคำที่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้สั่งสอนเอาไว้ว่า ภิกษุที่เกิดความกลัวไปอยู่ป่า หรือป่าช้าก็ดี เมื่อเกิดความรู้สึกขนพองสยองเกล้า ให้รำลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ เมื่อระลึกถึงเราตถาคตอย่างนี้ ความกลัวนั้นก็จะหายไปเอง พอท่านเตือนสติตัวเองขึ้นมาได้ ก็รำลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ แล้ว ความรู้สึกกลัวนั้นก็ได้คลายไป และก็ได้มาพิจารณาถึงความตายต่อไปว่า กลัวก็ตาย ไม่กลัวก็ตาย อยู่ที่ไหนก็ต้องตาย ความตายนั้นไม่มีใครผ่านพ้นไปได้ ไม่ว่าจะตายด้วยอะไรก็ตาม พอพิจารณาถึงความตายอย่างนั้นแล้ว จิตก็ค่อยสงบลงเป็นลำดับ ไม่มีความกลัวตายเหลืออยู่ในจิตเลย ช้างก็ไม่กลัว ความตายก็ไม่กลัว จิตได้สงบเยือกเย็นลง เป็นจิตที่กล้าหาญ ไม่สะทกสะท้าน ท่านพระอาจารย์จวน ได้เพ่งจิตที่สงบลงนั้นย้อนไปพิจารณาดูช้างว่า ช้างเชือกนั้นมันกำลังคิดอะไรอยู่ กระแสจิตที่สงบแล้วของท่านคงจะมีความรุนแรงมาก ปรากฏว่า ช้างเชือกนั้นส่งเสียงร้องขึ้นมาอย่างตกใจก้องป่า แล้วก็วิ่งหนีเข้าป่าไป และตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ไม่มีใครได้เห็นโขลงช้างหรือช้างตัวใดเข้ามาที่ในบริเวณที่ท่านพระอาจารย์จวน ท่านพำนักอยู่นั้นอีกเลยพอใกล้จะถึงวันเข้าพรรษา พระอาจารย์คำบุ ก็ไปพำนักอยู่กับหลวงปู่ขาว อนาลโย จึงเหลือท่านพระอาจารย์จวน อยู่จำพรรษาที่ชายป่าดงหม้อทองนั้น เพียงองค์เดียว มาในปีพ.ศ.๒๔๙๕ พรรษานี้เป็นพรรษาที่ ๑๐ ของท่านพระอาจารย์จวน ท่านยังคงอยู่จำพรรษาที่ดงหม้อทอง

ท่านพระอาจารย์จวน ได้พำนักจำพรรษาอยู่ที่บ้านดงหม้อทองนั้นเป็นเวลา ๓ พรรษาด้วยกัน ที่ดงหม้อทองมีความสงบสงัดเพราะมีสภาพเป็นป่าดงดิบที่หนาทึบเต็มไปด้วยไม้ใหญ่ มีถ้ำมีเงื้อมหิน และพลาญหิน และนอกจากนี้แล้วมีสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นเครื่องช่วยป้องกันมิให้มีผู้คนจะลุกล้ำเข้าไปรบกวนในการบำเพ็ญภาวนาของท่านได้ก็คือสัตว์ในป่าอันดุร้ายนั่นเอง

ในระยะพรรษาแรกที่เข้าไปพักอยู่ที่นั้น หลวงปู่ขาว อนาลโย ได้ให้คนไปส่งข่าวกับท่านพระอาจารย์จวน ว่า ให้ไปรับท่านด้วยเพราะท่านจะออกมาอยู่วิเวกพำนักภาวนาด้วย ท่านพระอาจารย์จวน ก็จึงได้เตรียมเสนาสนะสำหรับหลวงปู่ และพระที่จะติดตามมาด้วย หลวงปู่ขาว ท่านได้มาพำนักบำเพ็ญภาวนาอยู่ที่บ้านดงหม้อทองกับท่านพระอาจารย์จวน ก็รู้สึกมีความพออกพอใจในความสงบสงัดและ เงื้อมถ้ำ ตลอดจนพลาญหินที่ดงหม้อทองเป็นอันมาก ได้อยู่ต่อไปจนเข้าพรรษาที่ ๒ ในพรรษานี้ต่างองค์ก็ได้พากันปรารภความเพียรกันอย่างเต็มความสามารถ และก็ไดมีโอกาสฟังเทศน์ฟังธรรมรับการอบรมจากหลวงปู่ขาวด้วย บางวันขณะที่ท่านพระอาจารย์จวน นั่งอยู่บนกุฏิ ก็มีโอกาสได้เห็นโขลงช้างพากันมากินน้ำที่หนองน้ำ ตรงโคนก้อนหินที่ท่านนั่งอยู่นั้น แต่โขลงช้างนั้นก็ไม่ทำอันตรายแก่ผู้ใด บางคืนก็ยังมีเสือมาหยอกเล่นกัดกันอยู่ในขณะที่พระท่านสวดปาติโมกข์อย่างนี้ก็มี จนออกพรรษาแล้วท่านพระอาจารย์จวน ก็ได้ออกเดินธุดงค์ไปวิเวกอยู่ที่ภูวัว ส่วนหลวงปู่ขาว ก็ได้กลับไปอยู่วัดป่าแก้วที่บ้านชุมพลนั้นเอง

ท่านพระอาจารย์จวน ได้ไปวิเวกอยู่ที่ภูวัวระยะหนึ่ง แล้วก็ได้กลับมาพำนักจำพรรษาอยู่ที่ดงหม้อทองอีก และจนกระทั่งออกพรรษาแล้ว หลังจากนั้นท่านพระอาจารย์จวน ก็ได้ไปรับหลวงปู่ขาว ไปพำนักจำพรรษาเพื่อปฏิบัติภาวนาที่ภูวัวด้วย ภูวัวนี้เป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน บนหลังเขาเป็นที่ราบบริเวณกว้าง มีโขดหินและมีน้ำตกแอ่งน้ำสวยงามมาก เป็นสถานที่ที่ครูบาอาจารย์ เช่น ท่านพระอาจารย์เสาร์ กันตะสีโล ท่านพระอาจารย์อ่อน ญาณศิริ ท่านพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ท่านพระอาจารย์ทองสุข สุจิตโต และท่านพระอาจารย์วัง ฐิติสาโร ได้เคยมาวิเวกทำความเพียรกันแล้วหลายรูปด้วยกัน

สมัยนั้นภูวัวยังมีสัตว์ป่าที่ดุร้าย อยู่นานาชนิด บางวัน มีทั้งช้าง มีทั้งหมี มีทั้งเสือเป็นจำนวนมาก และนอกจากนี้แล้ว บนตาดปอนั้น ก็ยังมีภูตผีปีศาจ ที่มาคอยรบกวนพระเณรอยู่เสมอ มีพระเณรได้ล้มเจ็บป่วยกัน เป็นจำนวนมาก หลวงปู่ขาว ก็ได้ให้ท่านพระอาจารย์จวน นำเรื่องนี้ไปกำหนดพิจารณา เมื่อพระอาจารย์จวนพิจารณาแล้ว ก็ได้กราบเรียนหลวงปู่ว่า “เยสนฺตา” ซึ่งหมายความได้ว่า ผู้สงบไม่เดือดร้อนไม่มีความทุกข์ใดๆ จะเกิดแก่ผู้สงบ หลวงปู่ขาวก็บอกว่า จริงถูกทีเดียว และได้กล่าวต่อไปอีกว่า “นตถิ สนติ ปรํสุขํ” ความสุขใดยิ่งกว่าความสงบไม่มี ผู้มีความสงบแล้วไม่ความทุกข์ ความเดือดร้อนอะไร ท่านพระอาจารย์จวนก็ได้กำชับให้ พระเณรทุกองค์พากันเร่งทำความสงบ และภายหลังต่อมา อาการเจ็บไข้ได้ป่วยของพระเณรทั้งหลายก็ได้หมดไป

ในพรรษาต่อมา ท่านพระอาจารย์จวน ได้เดินทางจากภูวัวไปพำนักบำเพ็ญภาวนา อยู่ที่ดงหม้อทองกับท่านพระอาจารย์สอน อีกครั้งหนึ่ง ในพรรษานี้ได้พากันอธิฐานไม่ยอมนอนเป็นเวลา ๒ เดือน ตั้งใจกันว่าจะทำความเพียรกันอย่างเด็ดเดี่ยว การภาวนาในระยะนี้ จิตสงบรวมลงดีมาก พรรษานั้นท่านพระอาจารย์จวน เกิดอาพาธหนักจากไข้ป่า หมอได้มาฉีดยารักษาให้ก็ไม่ถูกโรคกันเอาเสียเลย อาเจียนเป็นขนานใหญ่ รู้สึกหมดเรี่ยวหมดแรงแทบประดาตาย ท่านว่าไว้เช่นนั้น ได้เกิดธาตุวิปริตตามืดตามัววิงเวียนศรีษะ ท่านเล่าว่าถึงขนาดที่พูดจาไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ภาษาเอาเสียเลย เป็นอยู่อย่างนั้นถึง ๙ วัน แต่ท่านพระอาจารย์จวน ก็มีวิธีรักษาโรคของท่าน โดยท่านเอาปิ๊บมา ๒ ใบ ไปตั้งบนหลังพลาญหินแล้วใช้กระดานปูไว้ ๒ แผ่น วางบนปากปิ๊บ หลังจากนั้นท่านได้นั่งพิจารณาความตายอยู่บนกระดานนั้น ท่านพระอาจารย์สอน และพระเณรก็ได้พากันมาคอยพลัดเวรกันเฝ้าด้วยความเป็นห่วง เป็นอยู่เช่นนั้น ๙ วัน อาการของโรคจึงสงบลง และหายขาดไปในที่สุด ออกพรรษาแล้วท่านพระอาจารย์จวน ได้กลับไปนมัสการหลวงปู่ขาว ไปฟังธรรม และรับการอบรมสั่งสอนจากหลวงปู่ขาว เหมือนเดิม

๐ ประโยชน์ 3 อย่างที่มนุษย์ควรบำเพ็ญ
คนเราเกิดมาต้องรู้จักทำประโยชน์ ถ้าไม่ทำประโยชน์ก็ไม่ใช่มนุษย์ เขาเรียกว่า “หมานุษย์” พระพุทธองค์ท่านสอนมนุษย์ให้ทำประโยชน์ทั้ง 3 ประการคือ 1.ประโยชน์ปัจจุบัน 2.ประโยชน์ภายภาคหน้า 3.ประโยชน์อย่างยิ่ง ประโยชน์เหล่านี้ มนุษย์เราควรจะกระทำไปพร้อมๆ กับชีวิตที่ยังเป็นๆ สดๆ อยู่

๐ ประโยชน์ปัจจุบัน
ประโยชน์ปัจจุบัน ยังพอแยกแยะออกไปอีกว่า เราควรจะบำเพ็ญประโยชน์ให้แก่ใครบ้าง โลกัตถประโยชน์ ให้ทำประโยชน์แก่โลก คือ แก่ส่วนรวม สิ่งใดที่เป็นประโยชน์ ก็ให้พากันปรับปรุงพัฒนาขึ้นในวัตถุนั้น สิ่งนั้น ทั้งด้านวัตถุและด้านจิตใจ ด้านวัตถุ ก็ให้สร้างสรรค์ถาวรวัตถุที่จะเป็นประโยชน์ใช้สอยได้สำหรับส่วนรวม เช่น ถนน วัดวาอาราม ศาลา สระน้ำ โรงเรียน เป็นต้น ด้านจิตใจ ก็ให้ช่วยเหลือเจือจาน เทศนา สั่งสอน แนะนำให้เขามีความคิดที่ถูกต้อง ดีงาม ไม่หลงใหลไปในทางที่ผิด ให้รู้จักทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ธรรมเป็นที่ดับทุกข์ ข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมเป็นที่ดับทุกข์ ให้มีความสุขกาย สบายใจ ญาตัตถประโยชน์ ให้ทำประโยชน์แก่ญาติพี่น้อง คือ สงเคราะห์ซึ่งกันและกัน อันคำว่า “ญาติ” นี้ มิใช่หมายความเฉพาะญาติทางสายโลหิตอย่างเดียวเท่านั้น แต่หมายความถึงญาติทางโลกด้วย มนุษย์เราเกิดมาร่วมชาติร่วมศาสนา ร่วมพระมหากษัตริย์องค์เดียวกัน ก็เหมือนญาติสนิทมิตรสหายกันทั้งนั้น ต้องมีการสงเคราะห์บำรุงซึ่งกันและกัน ด้วยกายสงเคราะห์ ด้วยวาจาสงเคราะห์ และด้วยใจสงเคราะห์ มีการแบ่งสันปันส่วนซึ่งกันและกัน มีความเห็นพร้อมเพรียงกัน มีทิฏฐิเสมอกัน มีความสามัคคีปรองดองกัน ไม่แตกแยกกัน รักษา พัฒนา บำรุง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ของตน อย่าไปคิดโค่น หรือล้มทำลาย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มันเป็นสิ่งอัปรีย์ เป็นของไม่ดี ทำความชั่ว ความเสียหาย เป็นบาปเป็นกรรม เป็นโทษแก่ตน อัตตัตถ ประโยชน์ ให้ทำประโยชน์แก่ตน สิ่งใดที่เป็นประโยชน์แก่ตนก็ทำขึ้นซี บาป...มันเป็นโทษ มีโทษ ไม่มีประโยชน์ ทำแล้วมันเป็นโทษ เป็นทุกข์ เป็นภัย เป็นอันตราย ก็อย่าทำ ส่วนบุญกุศล คุณความดีมันเป็นประโยชน์ พึงพากันหมั่นบำเพ็ญกระทำขึ้น สิ่งใดที่ผิดกฎหมายบ้านเมือง ผิดศีลธรรม ตามพระพุทธศาสนา พึงพากัน เลิก ละ หลีก เว้น อย่ากระทำ นอกจากจะไม่กระทำแล้ว อย่าพากันดำริ ตริตรึกนึกคิดขึ้น มันเป็นโทษ มันทำลายประโยชน์ของชาติ ของศาสนา ของพระมหากษัตริย์ ประพฤติตนให้เป็นประโยชน์แก่ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ คือทำตนให้เป็นพลเมืองดี ทำมาหากินโดยซื่อสัตย์สุจริต ไม่ผิดกฎหมายบ้านเมือง เป็นผู้ประกอบแต่การงานที่ปราศจากโทษ เว้นการงานที่มีโทษ หมั่นประกอบการงานที่เป็นประโยชน์ หมั่นรักษาทรัพย์สมบัติของตน ที่ตนแสวงหามาได้ ด้วยความหมั่นในทางที่ชอบ อย่าพากันเป็นคนสุรุ่ยสุร่าย ใช้จ่ายทรัพย์ในทางที่ไม่เป็นประโยชน์ พึงพากันเว้นสิ่งที่เป็นอบาย เช่น การดื่มน้ำเมา เหล้า กัญชา ยาฝิ่น เฮโรอีก อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท และเป็นเหตุแห่งความฉิบหายของโภคสมบัติ เหล่านี้พึงพากันหลีก ละ เลิก เว้น อย่าพากันทำขึ้น การเที่ยวกลางคืนในตรอกมืดให้ผิดเวลาเนืองๆ หรือเที่ยวล่าสัตว์ในป่าดงในเวลากลางคืน อันนี้ก็เป็นเหตุแห่งความฉิบหายของโภคสมบัติ และแม้ร่างกายของเราด้วย อย่าพากันนิยมยกย่องสรรเสริญ การเที่ยวดูการละเล่น การเล่นการพนัน เป็นที่ตั้งแห่งความประมาท พึงพากันหลีกเว้น อย่านิยมชมชอบ คบคนชั่วเป็นมิตร พึงพากันละเว้น เพราะเป็นเหตุแห่งความฉิบหายโภคสมบัติ การเป็นคนขี้เกียจ ขี้คร้าน งอมือ งอเท้า ไม่ทำกิจการงาน ก็เป็นสิ่งควรหลีกเลี่ยงละเว้นทั้งสิ้น ให้เลี้ยงชีพในทางที่ชอบ อย่าพากันประกอบอาชีพในทางที่ผิด มันไม่ดี เป็นบาป เป็นโทษ พึงคบมิตรที่ดี คบเพื่อนดี อย่าคบคนชั่วเป็นมิตร คบแต่คนที่ซื่อสัตย์สุจริต มีเมตตาอารี สามัคคีปรองดองซึ่งกันและกัน

การทำประโยชน์ ทั้งแก่โลก (โลกัตถประโยชน์) แก่ญาติ (ญาตัตถประโยชน์) และแก่ตน (อัตตัตถ) ประโยชน์นี้ เป็นประโยชน์ปัจจุบัน เป็นประโยชน์สำหรับชีวิตที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน พึงพากันประพฤติปฏิบัติให้ได้ครบทั้ง 3 ประการ มีชีวิตอยู่ ก็ต้องบำรุงรักษาตน ให้เป็นประโยชน์แก่ตัวเราเอง ให้เป็นประโยชน์แก่ญาติมิตร มิตรสหาย รอบข้าง ให้เป็นประโยชน์แก่โลกโดยส่วนรวม เช่นนี้จึงถือว่า พร้อมด้วยประโยชน์ 3 เป็นคนมีประโยชน์ เป็นมนุษย์ ไม่ใช่หมานุษย์ มีแต่ผู้ยกย่องสรรเสริญ ถ้าเราอยากได้ความสุข ความเจริญ อยากได้ประโยชน์ในปัจจุบัน ก็ต้องประพฤติปฏิบัติเอาเช่นนี้สิ

๐ ประโยชน์ภายภาคหน้า
ประโยชน์ภายภาคหน้าคือ นับแต่กายแตกสบายแล้ว ต้องมีคติที่ไปเพราะยังมีกรรม ท่านจึงให้บำเพ็ญประโยชน์ไว้สำหรับเป็นที่พึ่งของเราเมื่อตายไปแล้ว ถ้าเราไม่บำเพ็ญประโยชน์ไว้ ตายไปก็จะเป็นคนตายทุกข์ ตายยาก ตายลำบาก ตายอด ตายหิว ตายกอด ตายกุม ตายคุม ตายขัง ตายอด ตายอยาก เพราะตนไม่บำเพ็ญประโยชน์ไว้ในภายภาคหน้า เรียกว่าไม่มีสมบัติติดตัวไปในภพในชาติข้างหน้าเลย การที่จะให้มีประโยชน์ภายภาคหน้านั้น ต้องมีศรัทธาความเชื่อ ความเลื่อมใสในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีศรัทธา ความเชื่อ ความเลื่อมใสในทาน ศีล ภาวนา เชื่อในบุญ เชื่อในบาป พึงพากันให้ทาน เป็นนักเสียสละ บำเพ็ญการกุศล ช่วยสาธารณกุศล สงเคราะห์ซึ่งกัน และกัน ศีล...รักษาศีล เว้นสิ่งที่เป็นบาป ประกอบแต่สิ่งที่เป็นบุญเป็นกุศล เป็นประโยชน์แก่ตน แก่ญาติ แก่โลก พึงพากันหมั่นสดับตรับฟังคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พึงมีปัญญารอบรู้ในบาปบุญคุณโทษ การใดเป็นประโยชน์ และการใดมิใช่ประโยชน์ ภาวนา พิจารณาสังขารร่างกายของตนให้เห็นเป็นของไม่เที่ยง...เป็นทุกข์ ให้เห็นเป็นของมิใช่ตน ประเดี๋ยวเดียวมันก็ร่วงหล่น ตายไป ดับไป ฉิบหายไป ไม่มีอะไรที่จะเหลืออยู่เลย สิ่งจะติดตัวของเราได้ ก็มีแต่บาป และบุญเท่านั้น ฉะนั้นท่านจึงให้เลิกทำบาป บำเพ็ญแต่บุญ ถ้าเราเกิดมาทำแต่บาป ตายไปเราก็ไปสู่ทุคติ นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ถ้าเราทำบุญ ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ตายไปเราก็ไปสู่สุคติ มนุษยสุข สวรรคสุข นิพพานสุข ถ้าเราประสงค์ประโยชน์ภายภาคหน้า ก็ต้องประพฤติปฏิบัติดังนี้

๐ ประโยชน์อย่างยิ่ง
ประโยชน์อย่างยิ่งของมนุษย์เราก็คือ พระนิพพานนั่นเอง ให้รู้จักดับกิเลส ความโลภ ความโกรธ ความหลง อย่าให้มีที่ใจของเรา ถ้าเราดับกิเลส ราคะ โทสะ โมหะ เหล่านี้หมดแล้ว ก็ถึงพระนิพพานเท่านั้น ไม่มีความสงสัยเลยดังนั้น พวกเราที่เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนาแล้ว เป็นโชคอันประเสริฐของเรา อย่าปล่อยชีวิตของตนให้ล่วงเลยจากประโยชน์เปล่าๆ เกิดมาต้องทำประโยชน์จึงเป็นมนุษย์ ถ้าไม่ทำประโยชน์เหล่านี้ เขาไม่เรียกว่ามนุษย์ เขาเรียกว่า “หมานุษย์” สัตว์เดรัจฉาน ไม่มีสรณะ ไม่มีที่พึ่ง ตายไปก็ทุกข์ยาก ปากหมอง ตายทุกข์ ตายยาก ตายลำบาก เพราะไม่ได้ทำคุณงามความดีไง้ ตายอด ตายอยาก เพราะไม่ได้บำเพ็ญทานไว้ ตายกอด ตายกุม ตายคุม ตายขัง ตายมีหนี้สิน ตายมีโทษ เพราะไม่ได้รักษาศีล ให้พากันเข้าใจดังนี้แล

Q กรรม และวิบากของกรรม
พระพุทธเจ้า...พระองค์สอนพุทธบริษัททั้งหลาย ให้เชื่อต่อกรรม เชื่อต่อผลของกรรม เชื่อต่อวิบากของกรรม ให้เชื่อต่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ถ้าใครเชื่อต่อกรรม เชื่อต่อผลของกรรม เชื่อต่อวิบากของกรรม เชื่อต่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ผู้นั้นไม่ทำบาปทั้งในที่ลับ และที่แจ้ง ที่แจ้งหมายถึง ไม่ทำบาปด้วยกาย กายไม่ทำบาป ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดมิจฉากาม วาจาไม่ทำบาปที่แจ้ง ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดคำสำราก เพ้อเจ้อ ที่ลับคือใจ ใจไม่ดลภ ใจไม่โกรธ ใจไม่หลง ไม่มีความอิจฉาพยาบาทใครๆ มีใจประกอบไปด้วยเมตตา เจริญเมตตาพรหมวิหารทั้งสี่ เมตตา ความรักใคร่ปรารถนาให้ผู้อื่น และสัตว์อื่นอยู่เป็นสุข ไม่มีความคิดเบียดเบียนอยู่ภายในใจของตน ไม่มีความอิจฉาพยาบาทใคร กรุณา ความสงสาร คิดจะช่วยให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ มุทิตา ความพลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี อุเบกขา ความวางเฉย ไม่ดีใจ ไม่เสียใจเมื่อผู้อื่นถึงคราววิบัติ วางใจให้เป็นมัธยะ กลางๆ นี้ ไม่ทำบาปทั้งในที่ลับ คือ ใจไม่คิดในสิ่งที่เป็นบาป ไม่คิดในสิ่งที่ทุจริต สิ่งที่ไม่ดี คิดขึ้นในใจ ไม่คิดอารมณ์ที่ไม่ดีมาหล่อเลี้ยงใจของตนให้เศร้าหมอง

ผู้เชื่อกรรม ผู้เชื่อผลของกรรม ผู้เชื่อต่อวิบากของกรรม ผู้เชื่อต่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าอย่างนี้ ท่านไม่ทำบาปทั้งในที่ลับ และที่แจ้งโดยเด็ดขาด ที่แจ้งคือ ไม่ทำบาปด้วยกาย ไม่ทำบาปด้วยวาจา ที่ลับ ไม่ทำบาปด้วยใจ เพราะท่านเชื่อต่อกรรม คำว่ากรรม คือการเชื่อว่า การทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เชื่อผลของกรรม เมื่อเหตุ คือ การกระทำมี ผลก็ต้องมี เป็นสิ่งที่เราผู้ทำ ต้องรับเอาผล ส่วนวิบากต้องติดตามไปเป็นสิ่งที่เราผู้ทำกรรมดี หรือกรรมชั่วต้องเสวย เป็นหน้าที่ของเรา พระพุทธเจ้าตรัสสอนอย่างนี้ เหตุที่พระองค์ตรัสสอนอย่างนี้เนื่องจากพระองค์ตรัสรู้ตามกฎของกรรมอันแท้จริง ฉะนั้น ผู้เชื่อต่อกรรม และผลของกรรม จึงไม่กล้าทำบาปทั้งในที่ลับปละที่แจ้ง ท่านทำแต่คุณงามความดี ประพฤติกายสุจริต วาจาสุจริต ใจสุจริต

กายสุจริต ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดมิจฉากาม วาจาสุจริต คือ ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดคำสำราก เพ้อเจ้อ เหลวไหล ใจสุจริต คือ ใจไม่โลภ ใจไม่โกระ ใจไม่หลง เมื่อมีใจไม่โลภ ก็เป็นผู้มีศรัทธาเชื่อต่อกรรม เชื่อว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เชื่อว่าทำบุญได้บุญ ทำบาปได้บาป เมื่อมีศรัทธาเชื่อต่อกรรมเช่นนี้ ก็ยินดีในการบำเพ็ญบุญกุศล ผู้ไม่มีความโลภ ยินดีในการบำเพ็ญทาน เพราะกำจัด มัจฉริยะ ความตระหนี่เหนียวแน่นออกจากใจของตนเสียได้ เห็นว่าการบำเพ็ญท่านทำบุญกุศลเป็นบุญเป็นกุศลจริงๆ เป็นผลที่ตนจะต้องได้รับ เป็นวิบากที่ตนจะต้องเสวยไปตามคติต่างๆ ถ้าตนยังไม่สิ้นกรรม บุญกุศลที่ตนได้บำเพ็ญไว้ในทาน ก็จะเป็นอุปนิสัยปัจจัยให้เราไปเกิดในคติที่ดี ผู้ไม่มีความโลภย่อมเป็นผู้มีศรัทธา ความเชื่อมั่นว่า ทำบุญได้บุญ ทำบาปได้บาป แล้วเป็นผู้ยินดีในการบำเพ็ญทานให้เกิดให้มีขึ้น ทานไม่มียินดีบำเพ็ญให้มีขึ้น มีแล้วบำเพ็ญให้มันมากขึ้น

ผู้ไม่มีความโกรธในที่ลับ คือใจไม่มีความโกรธ ไม่มีความอิจฉาอาฆาตให้ร้ายใคร ย่อมยินดีในการรักษาศีลให้เกิดให้มีขึ้น เพราะศีลเป็นเครื่องชำระความโกรธออกจากใจของตน ให้บริสุทธิ์หมดจด ไม่มีมลทินเครื่องเศร้าหมอง เมื่อใจไม่มีความโกรธแล้ว ใจของเราก็บริสุทธิ์เท่านั้น ผู้เชื่อต่อกรรม เชื่อว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ทำบุญได้บุญ ทำบาปได้บาป ท่านจึงยินดีในการบำเพ็ญทาน ยินดีในการรักษาศีล ยินดีในการเจริญภาวนา ผู้มีใจไม่มืด ไม่หลง เชื่อต่อผลของการภาวนา เพราะการภาวนาชำระความหลงออกจากใจของตนที่มันมืดมน คือการให้เรารู้แจ้งตามเป็นจริงที่มันเป็นจริงอยู่

นี่แหละ...พระพุทธเจ้าท่านสอนให้เชื่อกรรม เชื่อผลของกรรม เชื่อวิบากของกรรม เชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าสอนไปตามกฎของกรรมที่เป็นจริง ท่านสอนให้พวกเราบำเพ็ญท่านให้เกิดให้มีขึ้น สอนให้พวกเรารักษาศีล คือ รักษากาย และวาจาของเราให้บริสุทธิ์ รักษาใจของเราให้บริสุทธิ์ สอนพวกเราให้บำเพ็ญภาวนา เจริญภาวนา ให้รู้เห็นตามเป็นจริง ให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ ประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ ท่านสอนพวกเราให้ภาวนาเจริญอยู่ทุกวัน การภาวนานี้ เป็นเครื่องชำระความหลงความมืดออกจากใจของเรา ไม่ให้ใจของเราเพลิดเพลินเตร็ดเตร่ลุ่มหลงไปตามอารมณ์ต่างๆ ไม่ให้ลุ่มหลงอยู่ในโลกอันนี้ ไม่ให้ลุ่มหลงอยู่ในอัตภาพร่างกายอันนี้ รูปอันนี้ ท่านสอนพวกเราให้ภาวนาง่ายๆ ไม่ต้องไปศึกษาเล่าเรียนให้มาก ให้ลำบากอะไร ท่านสอนง่ายๆ วิธีของท่านก็คือ ท่านสอนให้พวกเราภาวนาง่ายๆ ให้ภาวนาว่า “ชราธมฺโมมฺหิ ขรํ อนตีโต” ให้พิจารณาดูตัวของเรานี้ว่า เรามีความแก่อยู่เป็นธรรมดา เราจะล่วงพ้นความแก่ไปไม่ได้ “พฺยาธิธมฺโมมฺหิ พฺยาธึ อนตีดต” เรามีความเจ็บไข้อยู่เป็นธรรมดา เราจะล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปไม่ได้ “มรณธมฺโมมฺหิ มรณํ อนตีโต” ให้พิจารณาให้เห็นว่า เรามีความตายอยู่เป็นธรรมดา เราจะล่วงพ้นความตายไปไม่ได้ และพิจารณาให้เห็นว่า เราจะได้พลัดพรากจากของรักของเจริญใจทั้งสิ้นไป พิจารณาเข้าไปอีกให้เห็นว่า เราเป็นผู้มีกรรมเป็นของของตน มีกรรมเป็นผู้ให้ผล มีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นผู้ติดตาม มีกรราเป็นที่พึ่งที่อาศัย เราทำกรรมอันใดไว้ ดีหรือชั่ว บุญหรือบาป คุณหรือโทษ ประโยชน์หรือมิใช่ประโยชน์ ในเมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ เราได้ทำกรรมอะไรไว้ทางกาย ทางวาจา ทางใจ ดี หรือชั่ว กรรมนั้นแล จะเป็นที่พึ่งของเรา ถ้าเราทำแล้ว กรรมนั้นแหล่ะจะเป็นที่พึ่งของเรา และกรรมนั้นแลจะได้เป็นทายาท คือ ติดตัวของเราไปทุกภพทุกชาติ ทุกคติ ทุกกำเนิด สิ่งอื่นหาได้ติดตัวเราไปได้ไม่ ทรัพย์สมบัติ ลาภ ยศ สรรเสริญ ความสุขอันเกิดแต่ลาภ แต่ยศ แต่สรรเสริญก็ดี วัตถุภายนอก มีข้าวของเงินทองทุกสิ่งทุกอย่างนั้นแหละ ตายแล้วเอาติดตัวของเราไปไม่ได้ แม้แต่ตัวของเราทุกชิ้นทุกอัน ตายแล้วเขาก็เผาไฟทิ้ง ติดตัวของเราไปไม่ได้ นี่ท่านจึงสอนว่า เราจะได้พลัดพรากจากสิ่งที่รักที่ชอบใจทั้งสิ้นไป เมื่อเราพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่ชอบใจไปแล้ว เรามีสมบัติอะไรที่ติดตัวของเราไป ก็มีกรรมนั่นแหล่ะ ท่านจึงว่า มีกรรมเป็นของของตน มีกรรมเป็นผู้ให้ผล มีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นผู้ติดตาม มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย เราทำกรรมอันใดไว้ เป็นบุญหรือเป็นบาป เราจะเป็นทายาท คือ กรรมนั้นจะเป็นทายาท คือ เราจะได้รับผลของกรรมนั้นสืบต่อๆ ไป

เพราะฉะนั้น...ท่านจึงให้บำเพ็ญแต่กรรมที่ดี กรรมที่เป็นบุญเป็นกุศล มีบำเพ็ญทานให้เกิดให้มีขึ้น รักษาศีลให้เกิดให้มีขึ้น ภาวนาให้เกิดให้มีขึ้น ถ้าเราเป็นผู้เชื่อต่อกรรมปละผลของกรรมอย่างนี้ ย่อมปฏิเสธกรรมอันชั่ว เลิกละกรรมอันชั่ว ย่อมยินดีบำเพ็ญแต่กรรมที่ดีให้เกิดให้มีขึ้น บำเพ็ญทานให้มี บำเพ็ญศีลให้มี บำเพ็ญภาวนาให้เกิดให้มีขึ้น ต่อแต่นี้ไป ผลของกรรมดีที่เราได้บำเพ็ญไว้ ถ้าเราตายไป เราก็มีสุคติ โลกสวรรค์เป็นที่ไป ถ้าเราขยันขันแข็งหมั่นเพียรไม่ท้อถอย ก็อาจจะได้สำเร็จนิพพานสมบัติโดยไม่มีทางสงสัย ดังได้แสดงมาก็เห็นสมควรแก่เวลา และผู้ฟัง ขอยุติ เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้.
- - - www.baanruenthai.com
โพสต์โดย : ชีวประวัติและปฏิปทา ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ วัดเจติยาคิรีวิหาร (ภูทอก) ตำบลนาแสง อำเภอศรีวิไล จังหวัดหนองคาย
บ้านเรือนไทย
เจ้าบ้าน



โพสต์กระทู้ : 13668
ที่อยู่ : บ้านเรือนไทย ต.บางกรวย อ.บางกรวย จ.นนทบุรี 11130
ร่วมเจตนารมณ์อุดมการณ์บ้านเรือนไทย : 19 มกราคม 2549 06:26:00
โพสต์ : วันที่ 27 มีนาคม 2554 15:27:16
เทศน์โปรดชาวคณะมหาจักรทัวร์
(ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐณ วัดเจติยาคิรีวิหาร (ภูทอก) วันที่ ๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๒๓)
คณะศรัทธาญาติโยมทั้งหลายที่มาจากกรุงเทพมหานคร เมื่อมาถึงที่วัดเจติยาคีรีวิหาร (ภูทอก) มีอาจารย์ปถัมภ์ เรียนเมฆ เป็นหัวหน้าในการเดินทางของเรา ก็นับว่ามีความปลอดภัย ด้วยความตั้งอกตั้งใจของเรา เพราะการมารแสวงหาบุญกุศล ตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ผู้มีเจตนาศรัทธาความเชื่อ ความเลื่อมใสในพระพุทธ ในพระธรรม ในพระสงฆ์ คือในเบื้องหน้ามีจิตแน่วแน่ ต่อบุญกุศล ก็คือพระรัตนตรัย พร้อมด้วยบุญ จรไปก็มีความสุขปลอดภัย” เหมือนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ที่พระองค์เสด็จไปไหนก็เป็นสุคโต เพราะท่านเป็นผู้มีจิตบริสุทธิ์ทั้งกาย ทั้งวาจา และจิตใจของท่านบริสุทธิ์ ทีนี้พวกเราได้เดินทางมาจากกรุงเทพมหานคร ก็เช่นเดียวกัน ต่างก็มุ่งบุญกุศลด้วยกันทั้งนั้น เมื่อเห็นชอบว่านี่บุญ เห็นว่านี่บาป คือทำชั่วก็บาปนั่นเอง นี่เรียกว่า ท่านเป็นคนที่มีสัมมาทิฏฐิ คือความเห็นชอบ เพราะฉะนั้นจึงพูดว่าบาปและ นี่ผลของบาป และนี่ผลของบุญ นี่จัดว่าเป็นบุคคลที่มีสัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ ขยายออกไปอีก บุคคลผู้รู้จักตัวบาป ทำบาปรู้จักว่าเป็นบาป รู้จักผลของบาป รู้จักที่สุดของบาป เมื่อเป็นผู้รู้จักบาป รู้จักตัวบาป รู้จักผลของบาป รู้จักที่สุดของบาป รู้จักบุญ รู้จักคุณ รู้จักที่เกิดของบุญ รู้จักผลของบุญ เมื่อเป็นผู้รู้ชัดอย่างนี้ ย่อมรู้จักสิ่งที่เป็นบาป บำเพ็ญแต่สิ่งที่เป็นบุญเป็นกุศล นี่ท่านว่าเป็นสัมมาทิฏฐิบุคคล คือเป็นบุคคลที่เห็นชอบ ทีนี้ท่านว่าตัวบาปเป็นอย่างไร แล้วท่านก็แสดงให้อีกว่า ตัวบาปก็คือตัวมนุษย์ของเรา ก็ได้แก่ กาย วาจา และใจ นี่เอง ที่เกิดมาทั้งหลายก็มี กาย วาจา และใจ เท่านี้ ไม่มีที่อื่น ท่านว่าตัวบาปนั้นเป็นอย่างไร การจะเกิดบาปคือประพฤติด้วยด้วยกายทุจริต วาจาที่เป็นบาป คือประพฤติวาจาทุจริต ใจที่เป็นบาป คือประพฤติใจทุจริต

กายทุจริตนั้น ฆ่าสัตว์ ๑ ลักทรัพย์ ๑ ประพฤติในกาม ๑ วาจาทุจริตนั้น พูดเท็จ ๑ พูดส่อเสียด ๑ พูดคำหยาบ ๑ พูดเพ้อเจ้อ ๑

ใจทุจริตนั้น ใจโลภ ใจโกรธ ใจหลง ก็ได้แก่ใจอคติทั้ง ๔ นั้นเอง ใจที่เป็นบาป คือเป็นผู้ล่วงอำนาจด้วยความโกรธเคือง ประพฤติเป็นผู้ล่วงอำนาจด้วยความหลงที่ก่อขึ้น เป็นผู้ล่วงอำนาจด้วยความกลัวที่เกิดขึ้น นี่ใจเป็นบาป เป็นอกุศล และผลของบาปเมื่อเกิดขึ้นที่กาย ที่วาจา ที่ใจแล้ว ผลของบาปเป็นอย่างไร ท่านก็แสดงไปอีก ผลของบาปคือตัวบาป ได้แก่ผลของบาปนั้น เมื่อบุคคลที่ทำบาปไว้ด้วยกาย ไว้ด้วยวาจา ไว้ด้วยใจอันนี้ ผลก็นำไปสู่ทุคติ อบายภูมิทั้ง ๔ คือ นรก เปรต อสุรกาย เดรัจฉาน นี่ผลของบาป เมื่อบุคคลรู้จักบาป รู้จักตัวของบาป รู้จักที่เกิดของบาป และรู้ผลของบาปอย่างนี้ ย่อมเป็นผู้มีหิริ ความละอายต่อสิ่งที่เป็นบาป มีโอตตัปปะ ความสะดุ้งกลัวต่อบาป บุคคลที่มีสัมมาทิฏฐิ มีความระลึกชอบดังนี้ ท่านจึงไม่ให้ทำบาปในที่โล่งแจ้งและในที่ลับ ทำอย่างไรไม่ทำบาปในที่แจ้ง คือ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่ทำบาปในที่แจ้ง ไม่ทำวาจาพูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อทั้งหลาย ไม่ทำบาปที่ลับทางใจ ท่านไม่ให้ล่วงอำนาจด้วยใจของตนที่เกิดขึ้น ไม่ลุอำนาจด้วยความโกรธเคือง ไม่ล่วงอำนาจด้วยโลภ ไม่ลุอำนาจด้วยความหลง ด้วยความกลัวที่เกิดในใจของตน นี่เรียกว่าไม่ทำบาปในที่ลับ เพราะท่านเห็นว่า ผลของบาปเหล่านี้ ต้องนำไปสู่ทุคติ อบายภูมิทั้ง ๔ เป็น นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน และผลของบาปที่ทำด้วยกาย วาจา ใจ นี้ ย่อมได้รับความเดือดร้อนอยู่เสมอๆ นี้ บุคคลที่มีสัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ ในบาป ในผลของบาป บุคคลที่มีสัมมาทิฏฐิ ระลึกชอบในบุญ รู้จักบุญ รู้จักคุณ รู้จักที่เกิดของบุญ รู้จักผลของบุญ คือบาป บุญที่ได้รับจากการทำบุญ ที่เกิดของบุญ ก็คือ กาย วาจา และใจของพวกเรานี้นั่นเอง กายที่เป็นบุญ เรียกว่า กายสุจริต วาจาที่เป็นบุญ เรียกว่า วาจาสุจริต ใจที่เป็นบุญ เรียกว่า มโนสุจริต กายสุจริตที่เป็นบุญนั้น เว้นฆ่าสัตว์ เว้นลักทรัพย์ เว้นประพฤติผิดในมิจฉากาม วาจาที่เป็นบุญนั้น เว้นพูดส่อเสียด เว้นพูดคำหยาบ เว้นพูดเพ้อเจ้อทั้งหลาย ใจที่เป็นบุญนั้น เว้นจากอคติทั้ง ๔ นี่คือใจที่เป็นบุญ ท่านย่อมนำผลบุญทั้งในที่ลับ ทั้งในที่แจ้งอยู่เสมอๆ บำเพ็ญบุญทำในที่แจ้ง กาย เว้นกายทุจริต วาจาเว้นวาจาทุจริต ใจเว้นจากอคติทั้ง ๔ ที่เกิดบุญ กาย วาจา ใจ และท่านรู้ผลของบุญ

บุญที่บุคคลบำเพ็ญไว้ทางกาย ทางวาจา และทางใจอย่างนี้ ย่อมได้รับผลให้ไปสู่สุคติสมบัติทั้งสามประการ มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ พระนิพพานสมบัติ ดังนี้ เมื่อบุคคลผู้เห็นดังนี้ เห็นบาป เห็นบุญให้ผลต่างกัน เห็นบาปให้ทางทุกข์เดือดร้อน เห็นบุญให้เห็นอย่างไร ความสุข และก็เชื่อต่อบาป เชื่อต่อบุญ ละสิ่งที่เป็นบาป บำเพ็ญแต่สิ่งที่เป็นบุญกุศลนี้เรียกว่าบุคคลที่สัมมาทิฏฐิ มีความเห็นชอบประการที่ ๑ บุคคลที่เป็นสัมมาทิฏฐิในการเห็นขอบอีกเป็นประการที่ ๒ สัมมาทิฏฐิเป็นผู้เห็นชอบ ดำเนินตามอริยมรรค ปฏิปทาธรรม อันประกอบด้วยองค์ ๘ ซึ่งเป็นทางอันประเสริฐ คือ ความดำริชอบ ความเห็นชอบ วาจาชอบ การงานชอบ สุจริตชอบ ระลึกชอบ สัมมาทิฏฐิ ปัญญาเห็นชอบ ความเห็นชอบ เห็นว่าไม่ผิด เห็นไม่นึกว่าผิด เรื่องฆ่าสัตว์เป็นตัวบาป ท่านเห็นทำอย่างไร การเห็นอย่างไรที่เป็นทางไปสุคติ การเห็นอย่างไร คือการเห็นสันติทางพระนิพพาน ที่เรียกว่าการเห็นชอบ ท่านเห็นเป็นอย่างไร ก็เห็นบาปนั่นเอง แต่ในที่นี้ ความเห็นทุกข์ มีเหตุให้เกิดทุกข์ นี่คือธรรมให้ดับทุกข์ นี่คือการปฏิบัติธรรมให้ถึงธรรมที่ดับทุกข์ นี่คือการปฏิบัติธรรมให้ถึงธรรมที่ดับทุกข์ มีความเห็นว่าความเกิดมันทำให้เกิดทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความเจ็บเป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ดังนี้เป็นต้น เหตุที่เกิดทุกข์ คือตัณหา ตัวสัญญา ความทะเยอทะยานไปตามกามารมณ์ต่างๆ ภัยตามตัณหาความอยากนี้เมื่อใด กล่าวคือ ความรัก ความใคร่ ความอยากในกามารมณ์ทั้งหลาย ที่มากระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ความทะเยอทะยาน อยากเป็นโน่นเป็นนี่ให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ความไม่อยากมี ไม่อยากเป็น เป็นสิ่งที่ตนไม่ชอบ ไม่พอใจ ไม่อยากให้เกิดมีขึ้น ปัญหาเหล่านี้ท่านตรัสว่าเป็นเหตุให้เกิดทุกข์

ปัญญาสัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ เป็นปัญญาที่ดับทุกข์ อันชีวิตทั้งหลายที่ต้องดับไป ต้องดับกิเลส คือตัณหา เห็นว่าการทำปัญญา ความอยากให้สิ้นไป ความดับตัณหาความอยากนี่แหละโดยไม่เหลือ นั้นอย่างเดียวออกจากจิตใจของตน เห็นการละตัณหา วางตัณหา ตัดขาดจากตัณหา ให้หมดไปจากใจของตน ทุกข์ก็หมด ค่อยละวางตัณหา ไม่หมด ทุกข์ก็ยังมีอยู่ ตามขั้นตอนของตัณหานั้นๆ เอง เมื่อท่านเห็นปัญญาที่ดับทุกข์ ปัญญาสัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบธรรมที่ดับทุกข์ ข้อปฏิบัติให้เห็นธรรมเป็นที่ดับทุกข์ จะเห็นได้แก่ ทาน ศีล สมาธิ ปัญญา และทาน ท่านก็จัดเข้าในศีล เป็นข้อทาน ข้อปฏิบัติให้เข้าถึงความดับทุกข์ ก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา นั่นเอง คือจริยาวัตร กาย วาจา ให้เรียบร้อย ปราศจากโลภ สมาธิ รักษาใจของตนไม่ให้มีอคติทั้ง ๔ และเรียบร้อย ปัญญาให้รอบรู้ในบาปบุญคุณโทษที่มิใช่ประโยชน์ รอบรู้ในกองสังขารทั้งหลาย คือความเกิดแก่เจ็บตายนี้นี่เอง ให้เห็นเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในภาคในขันธ์ของตน มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ เห็นทาน ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมเป็นเครื่องดับทุกข์ในสุคติ คือมนุษย์สุข สวรรค์สุข พระนิพพานสุข ดังพวกเราท่านทั้งหลายเห็นกันอยู่เดี๋ยวนี้

สัมมาสังกัปโป ความดำริชอบ ดำริออกจากกาม ดำริออกจากการเบียดเบียน ดำริออกจากการสร้างบาป สัมมาวาจา เจรจาชอบ เว้นจากการพูดเท็จ เว้นจากการพูดส่อเสียด เว้นจากการพูดจาหยาบ เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อทั้งหลาย สัมมากัมมันโต การงานชอบ เว้นฆ่าสัตว์ เว้นลักทรัพย์ เว้นประพฤติผิดมิจฉากาม สัมมาอาชีโว เลี้ยงชีวิตชอบ สำนึกอยู่ เลี้ยงตัวในทางที่ผิด สำนึกผิดๆ สำนึกอยู่ด้วยการเสี่ยงด้วยชอบ
สัมมาวายาโม ควรชอบ ควรละบาปที่เกิดขึ้นได้ให้หมดไปด้วยความเอาใจด้วยความพยายามด้วยความเพียรด้วยเป็นเหมือนสติเพราะการตั้งไว้ที่ใจ คือการยังบาปที่ยังไม่ได้เกิด มิให้เกิดขึ้น ด้วยความเข้าใจ ด้วยความเคารพ ด้วยความเพียร ด้วยความหมั่นนึกพระธรรมไว้ที่ใจ

คำว่าบาปในที่นี้ก็ได้แก่บาปทางกาย ทางวาจา ทางใจนี่เอง ตัวบาปที่เกิดขึ้นทางกาย ควรละบาปที่เกิดขึ้นทางกาย ควรละบาปที่เกิดขึ้นทางวาจา ควรละบาปที่เกิดขึ้นทางใจ ให้เป็นผู้มีสติพิจารณา กาย วาจา และใจของเรา บาปที่เกิดขึ้นทางกาย คือการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ผิดในกาม บาปที่เกิดขึ้นทางวาจา คือ การพูดปด ส่อเสียด กล่าวคำหยาบ บาปที่เกิดขึ้นทางใจ คือ ได้แก่อคติทั้ง ๔ เพราะอคติทั้ง ๔ เป็นสถานที่ให้เกิดตัวบาป ท่านให้ควรละบาปเหล่านี้ออกจากกาย วาจา และใจของเรา ด้วยความเข้าใจ ด้วยความพยายามเคารพความเพียร ด้วยมีสติประคองไว้ที่ใจ เอาสติหยั่งไว้ที่ใจ ตั้งไว้ในใจ จึงจะรู้ได้ ที่มันกำลังจะเกิดขึ้น ทางกาย ทางวาจา ทางใจของเรา ด้วยการตั้งสติประคับประคองไว้ที่ใจของเรา ด้วยความเคารพ ด้วยความเข้าใจ ด้วยความเพียร ด้วยความเคารพความเพียรมากองไว้ที่ใจ ส่วนความเพียรความประสงค์บำเพ็ญเพียรภาวนา หรือทำให้ถึงสมาธิ และปัญญา ควรรักษาบุญกุศล ทาน ศีล สมาธิ ปัญญา ที่เกิดขึ้นแล้ว ให้เจริญยิ่งๆ ขึ้น ไพบูลย์เต็มเปี่ยม ทำกุศลธรรมนั้นมาอยู่ที่ใจของเรา

สติความระลึกชอบ ท่านให้นำสติน้อมเข้ามาในกายนี้ และจะเห็นตามเป็นจริงตามหลักสัจจะความจริง โดยสติน้อมนำเข้ามาพิจารณากายของเรา ให้รู้เห็นตามเป็นจริงดังนี้ ว่ากายของเรานี้ ให้เห็นตามสัจจะของจริงว่า กายของเรานี้เต็มไปด้วยของไม่สะอาด มีอาการต่างๆ มี ขน ผม เล็บ ฟัน เนื้อ กระดูก น้ำมัน ม้าม ตับ ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารเก่า อาหารใหม่ เยื่อในศีรษะ น้ำดี น้ำเสลด น้ำเหลือง น้ำเลือด น้ำตา น้ำลาย น้ำมูก น้ำมันในข้อ การพิจารณากายตามที่เห็นเป็นจริงอย่างนี้ ก็เป็นการถ่ายถอนกิเลสออกจากใจของเรา ถ้าเราจะให้วัดความสงบ เมื่อความสงบของใจมีความปรกติอย่างนั้น จะเป็นเหตุให้ละวางอุปาทาน ความยึดมั่น ถือมั่นในใจอันนี้ ให้พิจารณากาย พิจารณาให้เห็นว่า กายของเราทั้งหมดเป็นของไม่เที่ยง เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพราะไม่เป็นไปตามความปรารถนาของเราได้ มีสติความระลึกชอบ ท่านให้มีสติน้อมเข้ามาพิจารณากาย ตามอุบายความแยบคายของตน ส่วนเวทนาจิตธรรม ก็เช่นเดียวกัน

สัมมาสมาธิ ความตั้งใจไว้ชอบ...ความตั้งใจไว้ชอบนั้น ก็ต้องให้เห็นโทษ อกุศลธรรม เห็นโทษของการทำบาป ใจ...ตั้งใจไว้ชอบนั้น เป็นผู้มีจิตที่ปราศจากแล้วในกามารมณ์ทั้งหลาย ไม่วิ่งไปตามกามารมณ์ที่มากระทบ เป็นผู้มีจิตแล้วที่ปราศจากอกุศลธรรม เว้นเสียซึ่งอคติทั้ง ๔ เป็นต้น เมื่อเป็นผู้มีจิตปราศจากกามารมณ์ทั้งหลาย ไม่วิ่งไปตามกามารมณ์ รักบ้าง ชังบ้าง ไม่วิ่ง จึงได้ชื่อว่า มีสติตั้งอยู่ในความสงบ พอดี พองาม เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านจึงให้ยกจิต ให้เจริญธรรมทั้ง ๔ เป็นบาทเป็นเครื่องสอนจิต คือ กาย เวทนา จิต ธรรมนั่นเอง ให้ยกกรรมฐานหรือส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นเป้าหมายของจิต ให้เป็นอารมณ์ของจิต พิจารณาให้รู้เห็นตามความเป็นจริง เอาสติยกจิต เพราะจิตเป็นจิตที่สงบแล้ว เป็นจิตที่ปราศจากความโลภ ปราศจากอกุศลธรรม เป็นจิตที่สะอาด ท่านให้เจริญธรรมทั้ง ๔ ให้ยกจิตขึ้นเป็นอริยมรรค อริยสัจ ๔ ก็ได้ ให้พิจารณากายของเราให้รู้เห็นความเป็นจริงก็ได้ เป็นจิตที่สงบสมควรเป็นบาทบุญของวิปัสสนา เพื่อความรู้แจ้งเห็นจริงตามความเป็นจริง ท่านจึงให้ยกจิตเจริญธรรมทั้ง ๔ คือ คือตามที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ให้เจริญธรรมทั้ง ๔ กำหนดใจให้สงบก่อน พักความร้อน ความวุ่นวายของจิต

ปัจฉิมโอวาทท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ
เทศน์โปรดชาวคณะนิตยสาร “คนพ้นโลก” ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐณ วัดเจติยาคิรีวิหาร (ภูทอก) วันที่ ๕ เมษายน พ.ศ.๒๕๒๓ นี่เป็นโอวาทครั้งสุดท้ายที่ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ แห่งวัดเจติยาคิรีวิหาร ( ภูทอก ) ได้ให้ไว้เป็นโอวาทรำลึกในวันเสาร์ที่ ๕ เมษายน แก่คณะนิตยสาร “ คนพ้นโลก ” ก่อนที่ท่านจะละสังขารเนื่องจากเครื่องบินตก เมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ.๒๕๒๓

นี่คณะ “คนพ้นโลก” มีอาจารย์ปถัมภ์ เรียนเมฆ เป็นหัวหน้า ได้นำหมู่คณะพ้นโลกไปทั่วทุกสำนัก เพื่อแสวงหาบุญกุศล ที่ไปทุกสำนักนั้น แต่ละสำนักๆ ท่านก็ให้ธรรมะฝากฝังไว้ที่จิตใจทุกๆ คน ทุกๆ ท่าน อันธรรมะทุกท่านที่ฝากฝังไว้ในจิตใจ ก็เป็นธรรมะของพระพุทธเจ้านั่นเอง ไม่ใช่ธรรมะมาจากอื่น เพราะพระพุทธเจ้าเป็นเจ้าของธรรมะ เป็นผู้รู้ธรรมะ ทีนี้จะอธิบายเรื่องคณะคนพ้นโลก

คำว่าพ้นโลกนี้ คือหมายถึงว่า พ้นไปจากโลกอันนี้ โลกนี้มีอยู่ ๓ โลก ที่ธรรมะเรียกว่าโลก คือ กามโลก ๑ รูปโลก ๑ อรูปโลก ๑ มีเท่านี้เรียกว่าโลก ทีนี้คณะคนพ้นโลก คือพ้นจากโลกทั้ง ๓ นี้ คือ พ้นจากกามโลก รูปโลก อรูปโลก และทางที่จะพ้นจากกามโลก รูปโลก อรูปโลก นั้นเป็นอย่างไร ท่านก็แสดงในมัชฌิมาปฏิปทาทางสายกลาง ย่อลงมาก็คือ ทาน ศีล ภาวนา นี้เอง ทาน ศีล ภาวนานี้ เป็นทางพ้นโลกทั้ง ๓ เหตุไฉนจึงเป็นทางพ้นโลกทั้งสาม เราจะบำเพ็ญทาน ศีล ภาวนาประเภทใดนี้ พระพุทธเจ้าได้ตรัสแก่พระอานนท์ ในศิริมานันทสูตร โดยย่อๆ ว่า...ดูก่อนอานนท์ ท่านที่จะพ้นโลกทั้ง ๓ คือ กามโลก รูปโลก อรูปโลก นี้ เมื่อบุคคลผู้มีศรัทธา ความเชื่อก็เลื่อมใส บำเพ็ญในทาน ศีล ภาวนา ไม่ต้องพูดถึง ศีล สมาธิ ปัญญา อันบุคคลผู้ที่บำเพ็ญ ทาน ศีล ภาวนาเป็นผู้แสวงบุญนั้นเพื่อลาภสักการะ หรือเพื่อยศ เพื่อความสรรเสริญ เพื่อความสุขในกามโลก รูปโลก อรูปโลกนี้ ยังไม่ได้จัดเข้าเป็นข้อปฏิบัติที่ให้ถึงธรรมปฏิบัติโดยแท้ ยังไม่อาจพ้นไปจากโลกได้ เพราะธรรมเหล่านี้มีอยู่ในโลก ความมีลาภก็มีอยู่ในโลก ความมียศก็มีอยู่ในโลก ความเสื่อมลาภก็มีอยู่ในโลก ความเสื่อมยศก็มีอยู่ในโลก ความเสื่อมสรรเสริญก็มีอยู่ในโลก ความนินทาก็มีอยู่ในโลก ความสุขก็มีอยู่ในโลก ความทุกข์ก็มีอยู่ในโลก

ทีนี้ผู้บำเพ็ญทาน ศีล ภาวนานี้ หวังลาภสักการะหรือหวังลาภหวังยศ หวังความสรรเสริญ หวังความสุขนั้น ยังไม่จัดเป็นข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมอันเป็นที่ดับทุกข์ ยังไม่พ้นโลก ผู้บำเพ็ญทาน ศีล ภาวนา เมื่อเป็นผู้ทีมุ่งหวังที่จะทำลายกิเลสตัณหา อันเป็นตัวเหตุตัวปัจจัยให้เกิดทุกข์อยู่ร่ำไป ให้เกิดอยู่ในกามโลก รูปโลก อรูปโลก นี้จึงเป็นข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมอันเป็นที่ดับทุกข์ ถ้าผู้บำเพ็ญทาน ศีล ภาวนา คือผู้แสวงบุญ มุ่งหวังที่จะต้องทำลายแต่กิเลส ตัณหา อันเป็นตัวเหตุตัวปัจจัย เป็นตัวกรรมวัตร กิเลสวัตร คือเป็นตัวสมุทัย เป็นตัวให้เกิดทุกข์ นี้จึงจะพ้นไปเสียจากโลกทั้ง ๓ ได้

การที่จะพ้นไปเสียจากโลกทั้ง ๓ คือ ทาน ศีล ภาวนานี้เท่านั้น ฉะนั้น การบำเพ็ญท่าน ศีล ภาวนา ถ้าไม่มุ่งหวังที่จะทำลายกิเลสตัณหาแล้ว มันก็ไม่พ้นไปเสียจากโลกได้ เมื่อไม่พ้นไปเสียจากโลกได้ ส่วนบุญที่เกิดจากการบำเพ็ญทาน ศีล ภาวนา นั้นมีอยู่หรือไม่ มีอยู่ ได้รับผลอยู่ ไม่ปฏิเสธว่าไม่ได้รับ ได้รับผลอยู่ แต่ได้ผลเพียงมนุษย์สุข สวรรค์สุขเท่านั้น ไม่พ้นไปจากทุกข์ เพราะเหตุไม่ได้เจตนาที่จะทำลายกิเลสตัณหานั้นให้สิ้นไปหมดไป จึงไม่พ้นทุกข์ สุขที่ได้รับจากการบำเพ็ญทาน ศีล ภาวนามีอยู่ มีมนุษย์สุข สวรรค์สุขเท่านั้น แต่ไม่พ้นไปจากทุกข์ ส่วนการบำเพ็ญทาน ศีล ภาวนา เพื่อมุ่งหวังที่จะทำลายกิเลสตัณหาอย่างเดียวให้หมดไป ให้สิ้นไป ให้ดับไป ไม่มุ่งหวังอะไร สุขก็ได้ ทุกข์ก็พ้น นี่แหละ...พวกเราคณะคนพ้นโลก...ให้สมชื่อ อย่าประกาศแต่ชื่อว่าคณะคนพ้นโลก เมื่อเสียชื่อเสียเสียงของพวกเรา เราไม่ปฏิบัติให้ตรงกับว่า ทำอะไรจึงจะเป็นเครื่องพ้นโลก มันก็เสียชื่อพระพุทธศาสนาไปอีก ทั้งตลอดในวงการพระศาสนาของเรา

ฉะนั้น...ที่คณะพวกเรา เที่ยวแสวงหาบุญกุศลเพื่อบำเพ็ญทาน ศีล ภาวนา ในที่ต่างๆ นั้น ให้พากันมุ่งหน้ามุ่งตาที่จะทำลายกิเลสตัณหาให้ออกไปจากจิตใจของเราเท่านั้นให้หมดไปสิ้นไป จึงจะพ้นไปเสียจากโลก เพราะธรรมที่จะพ้นไปเสียจากโลก องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในเบื้องต้นประวัติของท่าน พวกเราก็เข้าใจกันดี ท่านแสดงในอริยมรรคปฏิปทา ประกอบไปด้วยองค์ ๘ ประการนี่เอง ดังจะนำมาแสดงโดยย่อ ๆ เพียงข้อต้น คือสัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ สัมมาสังกับโป ความดำริชอบ เพียงแค่นี้ ความเห็นชอบ เห็นสิ่งที่เป็นเหตุให้พ้นไปเสียจากโลกนี้ ท่านเห็นอย่างไร ดำริชอบ ดำริจิต เป็นเหตุให้พ้นไปเสียจากโลก ดำริอย่างไร ความเห็นชอบนั้น คือเห็นว่า นี้ทุกข์ นี้เป็นเหตุเกิดทุกข์ นี่ธรรมเป็นที่ดับทุกข์ นี่เป็นข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมเป็นที่ดับทุกข์นี้ ทุกข์ คือเห็นว่า ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นทุกข์

เห็นเหตุให้เกิดทุกข์ คือเห็นตัณหา ความอยาก อันทุกข์ทั้งหลาย ทุกข์ในกามโลก รูปโลก อรูปโลก ที่จะปรากฏขึ้น ก็เพราะเหตุแห่งตัณหา คือความอยาก ฉะนั้นธรรมเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ท่านจึงเจาะจงบ่งชื่อตัณหาว่า “ยายงฺตัณฺหา” ตัณหาคือความอยากนี้ เป็นเหตุให้เกิดกามภพ รูปภพ อรูปภพ ไม่มี มีแต่ตัณหาเท่านี้ ความยินดี ความกำหนัด ความเพลิดเพลินลุ่มหลง ฮึกเหิมตามความกำหนัด ความยินดี คือความใคร่ ความรัก ความปรารถนาในกามารมณ์ ความทะเยอทะยานอยากเป็นโน่นเป็นนี่ให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ความไม่อยากมี ไม่อยากเป็นในสิ่งที่ตนไม่ชอบ ไม่พอใจ ตัณหาคือความอยากเหล่านี้ เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ไม่พ้นไปจากโลกได้ หรือไม่พ้นไปจากกามโลก รูปโลก อรูปโลกได้ เพราะเหตุแห่งตัณหา มีปัญญา สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ รู้ชอบ ในธรรมเป็นที่ดับทุกข์ ความทุกข์ทั้งหลายมี่จะดับไป ความเห็นว่าต้องทำตัณหานี่แหล่ะให้สิ้นไป ดังที่ท่านตรัสว่า ธรรมอันทีดับทุกข์นั้น คือทำตัณหาความอยากนี่แหละให้สิ้นไป ดับตัณหาความอยากนี่แหละ โดยไม่เหลือนั้นๆ เสียให้สิ้นไปจากใจของตน พึงละ พึงสาง พึงสร้าง พึงปลดปล่อย ตัดขาดจากตัณหา คือความอยากนี้นี่แหละให้สิ้นไป ทุกข์จึงจะดับ เพราะเหตุแห่งตัณหา เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ถ้าผู้ต้องการจะพ้นไปจากทุกข์ พ้นไปจากโลก กามทุกข์ รูปทุกข์ อรูปทุกข์ ก็ต้องดับเสียซึ่งตัณหาให้หมดให้สิ้นไป เราจึงจะพ้นไปจากโลกได้ นี้ปัญญาสัมมาทิฏฐิ ปัญญาสังกับโป ท่านรู้ธรรมอันที่ดับทุกข์ ด้วยประการอย่างนี้

ปัญญาสัมมาทิฏฐิ ความรู้ชอบ เห็นชอบในข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมอันเป็นที่ดับทุกข์ ย่นลงก็คือ ทาน ศีล ภาวนา หรือ ศีล สมาธิ ปัญญา นี้

การบำเพ็ญทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ถ้าไม่มุ่งหวังที่จะทำลายกิเลสตัณหาให้หมดไป ให้สิ้นไปแล้ว ก็ไม่มีทางพ้นไปจากทุกข์ พ้นไปจากโลกนี้ได้ ถ้าเราบำเพ็ญทาน ศีล ภาวนา มุ่งหวังที่จะทำลายกิเลสตัณหาอย่างเดียวให้หมดให้สิ้นไป คือที่ว่าพ้นไปจากโลก เป็นข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมอันที่ดับทุกข์โดยแท้ ไม่ต้องมีความสงสัยเลยดังนี้ ให้พวกเราจงพากันน้อมนำไปพิจารณา ขอยุติการแสดงธรรมแต่เพียงนี้ เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้.
- - - www.baanruenthai.com