ชื่อลูกบ้าน/สมาชิกชรท. รหัสผ่าน
เว็บไซต์บ้านเรือนไทย : ชมรมรักษ์ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แห่งประเทศไทย (ชรท.)
พุธ 30 กรกฎาคม 2557

  กระดานกิจกรรมข่าวสารกัมมัฏฐานบ้านเรือนไทย กำลังทำการทดลองใช้งานคลิปวิดีโอกิจกรรมมหากุศลผลบุญ ในอนาคตอันใกล้นี้ทางเราจะบันทึกภาพเคลื่อนไหว พ่อแม่ครูอาจารย์สายกัมมัฏฐาน หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ตั้งแต่ท่านเดินทางมาถึงสถานที่จัดงาน จนถึงช่วงแสดงพระธรรมเทศนาจนจบสมบูรณ์...ล่าสุดกล้องวิดีโอตัวนี้เสียหายจนซ่อมไม่ได้แล้วครับ



บ้านเรือนไทย ให้แสงสว่างนำทางกับทุกท่าน ที่เข้ามาเยี่ยมชมทุกกระทู้และทุกกระดานสนทนาธรรมกัมมัฏฐานบ้านเรือนไทย
บ้านเรือนไทย อนุญาตให้ท่านนำรูปภาพไปเผยแพร่เพื่อเป็นพุทธบูชาได้ โดยห้ามทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวหรือเพื่อการค้าทุกรูปแบบ
บ้านเรือนไทย ขอความกรุณา อย่าตัดคำว่า www.baanruenthai.com ออกไปจากทุกรูปภาพ เพราะสิ่งนี้เป็นลิขสิทธิ์ที่ถูกต้องตามกฏหมาย
บ้านเรือนไทย หวังว่าท่านทั้งหลายจะได้ตามชื่อ เว็บไซต์บ้านเรือนไทย เพื่อมาชมกิจกรรมมหากุศผลบุญที่ผ่านมาตลอดปีและอนุโมทนาบุญร่วมกัน
# สนทนาธรรม : กิจกรรมข่าวสารเฉพาะลูกบ้าน/สมาชิกชรท.
หน้าที่ 1 จากทั้งหมด 2 1 2
โพสต์โดย RE: ประสบการณ์เกี่ยวกับพระบรมธาตุและพระธาตุของข้าพเจ้า
เนิน นราธร
ลูกบ้าน/สมาชิกชรท.



โพสต์กระทู้ : 54
ที่อยู่ : สถาบันแสงทิพย์อริยธรรม กทม.
ร่วมเจตนารมณ์อุดมการณ์บ้านเรือนไทย : 17 กุมภาพันธ์ 2549 16:07:57
โพสต์ : วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2549 20:57:58
ดีมากเลยครับ ถ้าปรับภาพอัตโนมัติได้ เพราะแต่ละเว็บฯก็ใช้ภาพไม่เท่ากันเสียด้วย เลยเป็นปัญหาสำหรับผู้โพสภาพด้วย....วันนี้ผมนำภาพพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้าโกคมโนมาให้ชมกัน ก็คงหาชมได้ไม่ง่ายนัก แล้วมีอีกภาพหนึ่งเป็นพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้าองค์ถัดไปแต่ก่อนพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน คือ พระพุทธเจ้ากัสสโป ....คุยต่อนะครับ...

***พระบรมธาตุของพระพุทธเจ้า***

พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ประทานให้แก่ผู้ที่มีศรัทธาเคารพนับถือพระองค์ทานอย่างแท้จริง ไม่มีคำว่าสงสัย แต่ที่สำคัญมากคือ ต้องมีศีล 5 สมบูรณ์ ผมไปคุยกับคุณทองดีๆเล่าให้ฟังว่าเดิมทีศีล 5ไม่ดี ไม่ครบ พระบรมธาตุขออัญเชิญเท่าไรก็ไม่เสด็จมา แต่พอรักษาศีล 5ได้วันแรกก็เสด็จมาเลยทีเดียว การปฏิบัติสมาธิภาวนาก็เหมือนกัน หากศีล5ไม่ดี ก็ไม่เจริญในทางธรรม แต่ถ้าดีครบถ้วนเมื่อไร ก็จะก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วมาก ผมเองพบมากับตัวเอง ปฏิบัติตั้งแต่ศีล 5 ยังไม่ครบ จนครบ แล้วพัฒนามาเป็นกุศลกรรมบถ10และ40 ตามลำดับจนบัดนี้ คำว่าศีล ไม่ใช่รักษาแค่กายกับวาจา อย่างที่เข้าใจกัน แท้จริงแล้ว ถ้าศีลเข้าถึงใจ ศีลก็จะมารักษาตัวเราเอง โดยไม่ต้องขอสมาทานกันอีกต่อไป เมื่อใจดีซะอย่าง ทุกอย่างจะดีไปหมด ไม่ว่าความคิด-คำพูด-และการกระทำ ครบองค์สามไปเลย จากนั้นพระบรมธาตุ พระธาตุจะหลั่งไหลมาเอง โดยไม่ต้องร้องขอ ท่านก็เสด็จมาโปรดเอง มาเป็นกำลังใจสนับสนุนการการปฏิบัติของเรา ว่าทำมาถูกทางแล้ว ให้เร่งรัดทำต่อไปอย่าหยุดยั้งการทำความดี ความดีต้องทำตลอดชีวิตด้วย.....วันนี้ผมอยากมาบอกทุกท่านด้วยว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดอยู่ในเมืองไทยนี้เอง ไม่ใช่ที่ไหนในโลก ผมจะบอกให้ 4-5 แห่งที่สำคัญๆ คือ เจดีย์ดอกพุดตานที่บรรจุพระบรมธาตุสมเด็จองค์ปฐมที่วัดท่าซุง จ.อุทัยธานีหนึ่งละ สอง- รอยพระพุทธบาท 5 รอย(สมเด็จองค์ปฐมและพระพุทธเจ้า 4 พระองค์ในภัทรกัปนี้)บนยอดเขาวัดเขาวงกต(สนามแจง) อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี มีบันไดขึ้นไป 700 ขั้น สาม -รอยพระพุทธบาทสมเด็จองค์ปฐมข้างซ้ายที่เขากะลา จ.นครสวรรค์ สี่ -พระพุทธบาท 4 รอย แม่ริม เชียงใหม่ ห้า-รอยพระพุทธบาทกลางดง สำนักสงฆ์กลางดง จ.นครราชสีมา เมืองไทยนี้แหละเป็นดินแดนก่อนยุคประวัติศาสตร์ เก่ากว่าอินเดียอีกครับ หลักฐานก็อย่างที่ผมบอกไง ประเทศไหนมีอย่างเราบ้าง? นอกจากนี้ยังมีอีกหลายแห่งครับ ที่ภูเก็ตก็มี(รอยพระพุทธบาทสมเด็จองค์ปฐม ทีชายหาดภูเก็ต).....ดังนั้น การที่พวกเราคนไทย จะมีจะได้พระบรมธาตุของพระองค์ท่าน ก็น่าจะมีโอกาสดีกว่าชนชาติอื่นๆใช่ไหมครับ ? บางคนบอกว่าพระพุทธเจ้าเป็นคนไทย อันนี้ไม่ใช่เรื่องพูดกันเล่นๆ แต่เป็นเรื่องจริงครับ ไว้วันหลังผมจะเอามาเล่าให้ฟัง เป็นเรื่องที่น่าศึกษามากเลยครับ....


http://www.buddha-dhamma.com/

http://chaisangthip.multiply.com/

เนิน นราธร แนบไฟล์ :

nern_naratorn@hotmail.com nern_naratorn@yahoo.co.uk http://www.Buddhapoem.com/
โพสต์โดย RE: ประสบการณ์เกี่ยวกับพระบรมธาตุและพระธาตุของข้าพเจ้า
เนิน นราธร
ลูกบ้าน/สมาชิกชรท.



โพสต์กระทู้ : 54
ที่อยู่ : สถาบันแสงทิพย์อริยธรรม กทม.
ร่วมเจตนารมณ์อุดมการณ์บ้านเรือนไทย : 17 กุมภาพันธ์ 2549 16:07:57
โพสต์ : วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2549 21:11:50
**พระบรมธาตุพระพุทธเจ้ากัสสโป**

พระพุทธเจ้ากัสสโป เป็นพระพุทธเจ้าองค์ก่อนองค์ปัจจุบัน พระองค์ท่านเป็นปู่ของหลานสาวของผมคนหนึ่งเป็นผู้หญิง ทำงานที่กระทรวงแรงงานฯเป็นระดับหัวหน้าแล้ว พระองค์ท่านมาโปรดสั่งสอนให้หลานคนนี้เป็นพิเศษ ท่านบอกว่าเหลือหลานคนนี้คนเดียวที่ยังไม่ไปนิพพาน มาช่วยเป็นพิเศษ เขาจะนิพพานชาตินี้ เขียนหนังสือบันทึกการปฏิบัติไว้ 2 เล่ม ชื่อ อัพยากตาธรรม ผมแจกไปจนเกือบหมดแล้ว คนอ่านชอบใจกันมาก ท่านสอนดีมากๆเข้าใจง่าย มาสอนตั้งแต่หลานคนนี้ยังไม่รู้เรื่องทางธรรมอะไรเลย จนบัดนี้ก้าวไปไกลสุดกู่แล้ว ระลึกชาติได้ด้วย .....หลานบอกว่าอยากจะเขียนเล่ม 3อีกเล่มเป็นเล่มสุดท้ายก่อนลาโลกนี้ไป ไม่กลับมาอีกแล้ว นัยว่าชื่อ "สติแตก!!!" หรือ"โลกแตก"อะไรทำนองนั้น เขียนเสร็จก็จะมอบต้นฉบับให้ผมเผยแพร่ต่อไป ผมก็รออยู่ เหมือนกับอีกหลายๆท่านที่ได้อ่านไปแล้ว 2 เล่ม ก็อยากจะอ่านเล่ม 3 อีก ไม่รู้จะมีโอกาสไหมครับ ? เพราะหลานสาวคนนี้กำลังป่วยมีโรคประจำตัว แล้วไม่ยอมรักษาเสียด้วย บอกว่าจะปล่อยให้มันตายไปเลย หมดเรื่องกันซะที นิพพานะ ปัจโย โหตุ สาธุ ๆ ๆ......

เนิน นราธร
Nern.Naratorn@gmail.com


http://www.buddha-dhamma.com/

http://chaisangthip.multiply.com/

เนิน นราธร แนบไฟล์ :

nern_naratorn@hotmail.com nern_naratorn@yahoo.co.uk http://www.Buddhapoem.com/
โพสต์โดย RE: ประสบการณ์เกี่ยวกับพระบรมธาตุและพระธาตุของข้าพเจ้า
เนิน นราธร
ลูกบ้าน/สมาชิกชรท.



โพสต์กระทู้ : 54
ที่อยู่ : สถาบันแสงทิพย์อริยธรรม กทม.
ร่วมเจตนารมณ์อุดมการณ์บ้านเรือนไทย : 17 กุมภาพันธ์ 2549 16:07:57
โพสต์ : วันที่ 02 มีนาคม 2549 15:54:21


***พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระบรมธาตุฯ***

ผมได้คุยเรื่องพระบรมธาตุของสมเด็จองค์ปฐม พระพุทธเจ้าโกนาคมน์ พระพุทธเจ้ากัสสโป และพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันไปบ้างแล้ว วันนี้มาคุยเรื่องพระปัจเจกพุทธเจ้าบ้าง ซึ่งหาเรื่องราวศึกษาได้ค่อนข้างยาก มีน้อยมากจริงๆ ทั้งๆที่พระพุทธเจ้าเองทรงยกย่องพระปัจเจกพุทธเจ้าไว้อย่างมาก เรื่องพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้าต่างๆค่อยคุยวันหลังต่อ เอาเรื่องพระปัจเจกพุทธเจ้าก่อน เพราะน่าศึกษาเรียนรู้ไว้เป็นแบบอย่างจริงๆ พระบรมธาตุของพระปัจเจกพุทธเจ้าที่ผมได้มาในภาพ ก็ได้มาจากการทำบุญตามวัด สถานที่ต่างๆนั่นแหละ มีลักษณะสีขาวกลม หรือเกือบกลม องค์ค่อนข้างโต คล้ายกับพระบรมธาตุของสมเด็จองค์ปฐมมาก ของสมเด็จองค์ปฐม ที่เคยเห็นมักจะไม่ค่อยกลม มีเหลี่ยมมนๆ แต่พลังของพระบรมธาตุสมเด็จองค์ปฐมแรงกว่ามาก....เมื่อก่อนผมก็สงสัยเหมือนกับทุกๆคนว่า หินเขาสามร้อยยอด จ.ประจวบที่นำออกมาวางให้บูชากันเกร่อไปนั้น ที่เขาเรียกว่า"หินพระปัจเจก(พุทธเจ้า)"น่ะจริงไหม ? ทำไมมีมากขนาดเป็นภูเขาเลากาอย่างนั้น แต่เป็นเรื่องจริงที่แทบไม่น่าเชื่อเหมือนกันนะ ว่าหินดังกล่าวเป็นพระบรมธาตุของพระปัจเจกพุทธเจ้าจริงๆ มีพลังแรงพอสมควร ถ้าเราศึกษาทางมหายานจะทราบว่าพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์นี่มีจำนวนมากมายมหาศาลนับไม่ได้ ประเมินก็เท่ากับเม็ดทรายในคงคามหานที แล้วพระปัจเจกพุทธเจ้าเล่า ก็ต้องมีมากกว่าพระพุทธเจ้าเสียอีก เพราะช่วงเวลาของพระปัจเจกพุทธเจ้า ที่ไม่มีพระพุทธเจ้ายาวนานมาก(ประมาณว่า 1 อสงไขยก็มี) แล้วทำไมอัฐิธาตุของท่านจะเป็นภูเขาไม่ได้ บริเวณเขาสามร้อยยอดเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์มีเจ้าปู่ดูแลรักษา นักบินที่บินผ่านบริเวณนี้หลายคน พบแสงประหลาดพุ่งมาจากข้างล่างสว่างจ้าไปหมด ต่อมาเขาก็รู้ว่าเป็นแดนนี้ พบเจ้าปู่ที่ศักดิ์สิทธิ์มาก ผมเคยถ่ายรูปเจ้าปู่ที่ศาลเจ้าเก่า ก็เป็นภาพปาฏิหาริย์มีแสงสว่างจ้าที่หน้าผาก(ตาที่สาม)ของเจ้าปู่ วันหลังถ้าไม่ลืม ก็จะนำมาให้ชมกัน เมื่อก่อนหาหินพระปัจจเจกฯไม่ยาก แต่เดี๋ยวนี้เบื้องบนสั่งเก็บหมดแล้ว หายากแล้ว พวกคนไต้หวัน จีน สิงคโปร์ มาเลเซีย ญี่ปุ่นมากว้านซื้อไปเป็นว่าเล่น เรียกราคาเท่าไรเขาก็ไม่ต่อสักคำ เพราะรู้ว่าศักดิ์สิทธิจริง ดีจริง พระเกจิอาจารย์ของไทย รู้มานานแล้ว ก็ปลุกเศกพระเครื่องจากหินนี้สวยงามมาก เช่น ของหลวงพ่อคูณ หลวงปู่ศรีจันทร์ หลวงพ่อพุธ หลวงปู่พรหมมา และอีกหลายองค์ แค่หินดังกล่าวไม่ต้องเป็นองค์พระก็พกติดตัวเป็นของศักดิ์สิทธิ์ได้แล้ว ที่ถ้ำเขาสามร้อยยอดพบซากมังกรโบราณอายุเป็นล้านปี มีโชว์ให้ชมกันด้วย นอกจากที่นี่ก็มีที่สกลนครโน่น มีตามภูเขา ส่วนมากเป็นวัดป่าฯกรรมฐานฯ ต่อไปผมอยากจะเล่าเรื่องพระปัจเจกให้ฟังกันบ้าง เพื่อประดับความรู้ในการปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นด้วย......


http://www.buddha-dhamma.com/

http://chaisangthip.multiply.com/
nern_naratorn@hotmail.com nern_naratorn@yahoo.co.uk http://www.Buddhapoem.com/
โพสต์โดย RE: ประสบการณ์เกี่ยวกับพระบรมธาตุและพระธาตุของข้าพเจ้า
เนิน นราธร
ลูกบ้าน/สมาชิกชรท.



โพสต์กระทู้ : 54
ที่อยู่ : สถาบันแสงทิพย์อริยธรรม กทม.
ร่วมเจตนารมณ์อุดมการณ์บ้านเรือนไทย : 17 กุมภาพันธ์ 2549 16:07:57
โพสต์ : วันที่ 03 มีนาคม 2549 14:30:31
***พระปัจเจกพุทธเจ้า***


ถาม-พระปัจเจกพุทธเจ้า คือ ใคร ?

ตอบ-การที่พระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า จะเสด็จมาอุบัติตรัสรู้ขึ้นมาสักพระองค์หนึ่ง เป็นสิ่งที่ยากเหลือคณา เพราะกว่าที่พระโพธิสัตว์ จะบำเพ็ญบารมี 30 ทัศ ให้เต็มบริบูรณ์นั้น อย่างน้อยที่สุด จะต้องใช้เวลานานถึง 4 อสงไขยกำไรแสนมหากัป แล้วในเวลาที่ว่างเว้นพระศาสนา ซึ่งในบางครั้ง ยาวนานถึง 1 อสงไขย สัตว์โลกที่ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะสงสาร ต้องมืดมนอนธกาลขาดที่พึ่ง ต้องอยู่ในอบายภูมิเป็นจำนวนมาก.....

การอุบัติขึ้นของพระปัจเจกพุทธเจ้า ในระหว่างที่ว่างเว้นพระศาสนา หรือที่เรียกว่า พุทธันดร นั้น นับว่าเป็นโชคมหาศาลของผู้ที่เกิดในยุคนั้น เพราะปัจเจกพุทธเจ้า ย่อมมาสงเคราะห์สัตว์โลก ให้ตั้งอยู่ในทาน ในศีล เมื่อละร่างกายไปแล้ว ย่อมสู่สุคติภูมิ มีสวรรค์เป็นต้น ให้บุคคลที่ตกยาก แต่มีศรัทธาเต็มเปี่ยม ได้เป็นมหาเศรษฐี ด้วยการออกจากนิโรธสมาบัติ แล้วมาสงเคราะห์บิณฑบาต.....

พระปัจเจกพุทธเจ้า จึงเป็นเอก ควรแก่การได้รับไทยธรรม ที่เขานำมาถวาย หรือจะเรียกว่า "อัครทักขิไณยบุคคล" ในยุคพุทธันดรอย่างแท้จริง เพราะในยุคนั้น ไม่มีใครเปรียบเสมอ สมดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า........

"ในโลกทั้งปวง เว้นเราเสียแล้ว ไม่มีใครเสมอกับพระปัจเจกพุทธเจ้าได้เลย"


**พระพุทธเจ้า 2 จำพวก**

ที่จริงแล้วนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้า ก็คือ พระพุทธเจ้าประเภทหนึ่ง สมดังที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ ปรากฏในพระสูตรอังคุตรนิกายทุกนิบาต ว่า......

ดูก่อน พระภิกษุทั้งหลาย พระพุทธเจ้า 2 จำพวกนี้ 2 จำพวกเป็นไฉน? คือ

พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า 1

พระปัจเจกพุทธเจ้า 1

ดูก่อนพระภิกษุทั้งหลาย พระพุทธเจ้า 2 จำพวกนี้แล.......

**พุทธะ 3 จำพวก**

ในอรรถกถาคัมภีร์อุทาน ท่านได้อธิบายคำว่า "พุทธะ"ว่า ชื่อว่า "พุทธะ" เพราะตรัสรู้(อริย)สัจจะ 4 ก็พุทธะเหล่านั้น มี 3 ประเภท คือ

สาวกพุทธะ

ปัจเจกพุทธะ

สัมมาสัมพุทธะ


http://www.buddha-dhamma.com/

http://chaisangthip.multiply.com/
nern_naratorn@hotmail.com nern_naratorn@yahoo.co.uk http://www.Buddhapoem.com/
โพสต์โดย RE: ประสบการณ์เกี่ยวกับพระบรมธาตุและพระธาตุของข้าพเจ้า
ฆราวาสญาติโยมทั่วไป


โพสต์ : วันที่ 05 มีนาคม 2549 21:40:59
สาธุกับคุณเนิน นราธร ด้วยครับที่นำเรื่องน่าสนใจมาเล่าให้พวกเราได้รับฟัง
และหวังว่าทางคุณเนิน นราธร จะมีเรื่องมาเล่าให้ฟังต่อนะครับ ว่าไปแล้วผมสนใจในเรื่องนี้มากๆ(เรื่องพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุ) หากทางคุณเนิน นราธรยังพอมีหนังสือที่ทางหลานเขียนไว้ผมใคร่ขอมาอ่านเพื่อเพิ่มพูนความรู้ด้วยครับ ช่วยอีเมล์แจ้งมาได้ที่ manote@cementhai.co.th ครับ ขออนุโมทนาอีกครั้งครับ
โพสต์โดย RE: ประสบการณ์เกี่ยวกับพระบรมธาตุและพระธาตุของข้าพเจ้า
เนิน นราธร
ลูกบ้าน/สมาชิกชรท.



โพสต์กระทู้ : 54
ที่อยู่ : สถาบันแสงทิพย์อริยธรรม กทม.
ร่วมเจตนารมณ์อุดมการณ์บ้านเรือนไทย : 17 กุมภาพันธ์ 2549 16:07:57
โพสต์ : วันที่ 07 มีนาคม 2549 19:43:06
หนังสือดังกล่าวยังพอมีเหลืออยู่โดยเฉพาะเล่ม 1 ประมาณสัก10 เล่ม ใครอยากได้ไปอ่าน ก็บอกมาชื่อ ที่อยู่ทางอีเมล์ Nern.Naratorn@gmail.com ผมก็จะจัดส่งไปให้ฟรีถึงบ้านเลย ก็เอาแค่เท่าที่พอมีเหลือนะครับ ผมแล้วก็หมดเลย...

เนิน นราธร


http://www.buddha-dhamma.com/

http://chaisangthip.multiply.com/
nern_naratorn@hotmail.com nern_naratorn@yahoo.co.uk http://www.Buddhapoem.com/
โพสต์โดย RE: ประสบการณ์เกี่ยวกับพระบรมธาตุและพระธาตุของข้าพเจ้า
เนิน นราธร
ลูกบ้าน/สมาชิกชรท.



โพสต์กระทู้ : 54
ที่อยู่ : สถาบันแสงทิพย์อริยธรรม กทม.
ร่วมเจตนารมณ์อุดมการณ์บ้านเรือนไทย : 17 กุมภาพันธ์ 2549 16:07:57
โพสต์ : วันที่ 07 มีนาคม 2549 20:24:51


***พระธาตุของพระโพธิสัตว์/พระอรหันต์ต่างๆ***

วันนี้จะคุยสู่กันฟังเรื่องพระธาตุของพระโพธิสัตว์และพระอรหันต์ต่างๆ ที่นำมาให้ชมวันนี้เป็นพระธาตุปาฏิหาริย์ของสมเด็จโต พรหมรังสี ที่ อ.อาชวิน จิรจินดา ท่านบอกว่าผมเป็นหลานท่านในอดีตชาติ ท่านเฝ้าผมมาตั้งแต่เกิดเลยทีเดียว ก็ได้มาที่ ม.ราชภัฎพระนครนี่เอง วันนั้นไปบูชาทำบุญสร้างวัดกับ อ.เพ็ญศรี ศิษย์สำคัญของอ.อาชวิน บูชาพระบูชาสมเด็จโต อ.เพ็ญศรี ถามว่ามีพระธาตุสมเด็จโตไหม? ผมบอกว่ายังไม่มี อยากได้อยู่เหมือนกัน ถ้าเรามีบุญวาสนาก็คงได้เอง อาจารย์ไปคุยโทรศัพท์พักหนึ่งผมก็นั่งดูพระสมเด็จโต ดูออร่า จับพลังไปตามเรื่อง ก็มีครบละเขียว-ฟ้า-ม่วง พลังไม่ต้องห่วง พอลืมตาขึ้นมา อ้าว....นี่อะไร ก็มีพระธาตุของท่านสีขาวใสเหมือนเพชร 1 องค์ มาอยู่ที่ตักท่าน ผมก็รีบเก็บใส่ซองปลาสติกเลย ก็เอาให้ อ.เพ็ญศรีดูด้วย ท่านก็บอกว่าใช่จริงๆด้วย โชคดีจริงๆ.....พระธาตุของพระมหาโพธิสัตว์ที่รอคิวเป็นพระพุทธเจ้าอย่างหลวงปู่เทพโลกอุดร(ยังไม่มี) พระแม่กวนอิม หลวงปู่ทวด สมเด็จโต พระศรีอาริย์ ท้าวมหาพรหมชินะปัญชะระ ถ้าใครยังไม่เคยเห็น ก็ไปกราบไหว้บูชาชมได้ที่อาคารอริยสัจ 4 เพชรเกษม บางแคนี่เอง.......

มีเรื่องแปลกๆที่อยากเล่าให้ฟังนิดหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องพระโพธิสัตว์กับพระอรหันต์ ผมได้ยินมาเยอะเข้าใจกันผิดๆว่า พระโพธิสัตว์ยังไม่สำเร็จพระอรหันต์ ความจริงท่านสำเร็จกันแล้วเกือบทั้งนั้น แต่ท่านยังไม่เข้านิพพานเท่านั้นเอง ยังติดสงสาร เมตตาลูกหลาน บริวาร ลูกศิษย์ลูกหามากมาย ก็ต้องช่วยเหลือกันก่อน เรื่องพระอรหันต์น่ะไม่ยากหรอกสำหรับพระโพธิสัตว์เพราะใช้บารมีแค่ 10 ทัศก็สำเร็จแล้ว แต่จะเป็นพระโพธิสัตว์ เป็นพระพุทธเจ้าน่ะต้อง 30 ทัศ ต้องบำเพ็ญไปอีก 3 เท่า พระธาตุ รัศมีจิต ออร่าของพระโพธิสัตว์นี่ก็แตกต่างกับพระอรหันต์มาก เพราะบารมีท่านมากกว่า อย่างหลวงพ่อฤาษีฯ หลวงปู่มั่น หลวงปู่แหวน ฯ นี่บารมีพระโพธิสัตว์ทั้งนั้น พระธาตุของท่านจึงมีหลากหลายสี และสวยงามมากๆ อย่างหลวงพ่อสอ ผมทราบมาว่าเล็บ ของท่านก็ยังเป็นพระธาตุ ก็เพราะท่านเป็นพระโพธิสัตว์ ท่านสำเร็จอรหันต์มาก่อนแล้วทุกชาติ มาเกิดชาตินี้จิตเดิมของท่านก็สำเร็จอรหันต์อยู่แล้ว หลวงปู่ หลวงพ่อหลายๆองค์ขนาดเหงื่อ ชานหมากของท่านก็เป็นพระธาตุได้ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจอะไรเลย ผมไม่สงสัยแม้จนนิดเดียวเรื่องพวกนี้....แต่เรื่องที่เล่ามาผมเคยได้ยินมากับตัวเอง ส่วนมากเป็นผู้หญิงจะเถียงคอเป็นเอ็น แบบเอาเป็นเอาตายทีเดียวว่า พระโพธิสัตว์ยังไม่สำเร็จอรหันต์ ผมคุยให้ฟังนิดหน่อย พอไม่เชื่อ คุยกันไม่รู้เรื่อง ผมก็ถอย ไม่อยากให้เขาบาปมากไปกว่านั้นอีกโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ นี่แหละพวกเข้าวัด แล้วไม่วัดจิตวัดใจตนเอง เอาแต่ความคิดความเห็นความเชื่อของตนเป็นใหญ่ ติดอัตตาอยู่หนาแน่นอย่างนี้ จะไปนิพพานได้อย่างไรกัน? ผู้มีปัญญาเขาไม่เถียงกันหรอก ไม่เอาชนะใคร ไม่เปรียบกับใคร อ่อนน้อมถ่อมตน รับฟังคนอื่นเสมอ.....อันนี้ก็รับฟังกันเอาไว้เป็นอุทาหรณ์นะครับ เผื่อไปเจอเข้าจะได้ทำใจได้ถูกต้อง.......


http://www.buddha-dhamma.com/

http://chaisangthip.multiply.com/

เนิน นราธร แนบไฟล์ :

nern_naratorn@hotmail.com nern_naratorn@yahoo.co.uk http://www.Buddhapoem.com/
โพสต์โดย RE: ประสบการณ์เกี่ยวกับพระบรมธาตุและพระธาตุของข้าพเจ้า
เนิน นราธร
ลูกบ้าน/สมาชิกชรท.



โพสต์กระทู้ : 54
ที่อยู่ : สถาบันแสงทิพย์อริยธรรม กทม.
ร่วมเจตนารมณ์อุดมการณ์บ้านเรือนไทย : 17 กุมภาพันธ์ 2549 16:07:57
โพสต์ : วันที่ 08 มีนาคม 2549 20:19:28


***พระธาตุพระปัญจวัคคีทั้ง 5 ***

ภาพที่ผมถ่ายมานี้ เป็นภาพปาฏิหาริย์มีอยู่ 5-6 ภาพ ถ่ายไม่กี่วันมานี้เอง บรรจุไว้ในพระเจดีย์แก้ว จำได้ว่าได้มาจากคุณปิงปอง-ศรัณภัทร แห่ง www.pagodasiam.com ผมไปร่วมทำบุญกับเธอที่บ้านประชาชื่น ขณะที่ผมยังทำงานอยู่ บมจ.กสท.เมื่อปีสองปีนี่เอง ได้มาองค์ก็ไม่ใหญ่สัก 10กว่าองค์ แต่ถ่ายออกมา เป็นคนละเรื่องเลย เป็นลักษณะองค์ใหญ่ยาว2 องค์ติดกัน รอบๆองค์ก็มีแสงสีต่างๆเป็นริ้วยาวแปลกๆสวยงามดีเหมือนกัน มีพระสงฆ์องค์หนึ่งที่มีอภิญญาเคยมาพักที่บ้านผม ท่านบอกว่าในอดีตผมเคยได้ทำบุญกับพระปัญจวัคคีและพระอรหันต์ 500 องค์ด้วย ก็เลยมีโอกาสดีหน่อย ได้พระธาตุของท่านหลายๆองค์ทั้งพระภิกษุและภิกษุณี เป็นความเกี่ยวข้องเกี่ยวเนื่องมาแต่อดีต ซึ่งผมก็ไม่รู้เรื่อง และไม่มีทางพิสูจน์อะไรได้ แต่ก็รู้สัมผัสได้ว่าจริง เรารู้ของเราเอง.....มีพระสงฆ์องค์หนึ่งที่เป็นพระอรหันต์ที่เป็นคนไทย ชื่อ พระปุณณะเถระ เมื่อท่านสำเร้จเป็นพระอรหันต์แล้ว ท่านก็ลามาปฏิบัติภาระกิจที่เมืองไทยแดนเกิด ผมก็ไม่ทราบว่ายุคนั้นเมืองไทยชื่อว่าอะไร ? แต่ศึกษาดูจากหลวงปู่ หลวงพ่อครูบาอาจารย์ทั้งหลายโดยเฉพาะหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ทราบว่าเมืองไทย นี่คือกรุงราชคฤห์ กับกรุงไพศาลี คือทางภาคเหนือและภาคอิสาน เป็นชาวไทยลั๊วะ หรือไทยละว้า ภาษาพูดเป็นคำโดดๆ แต่มีเสียงสูงต่ำ ไพเราะมากๆ คนไทยจริงๆคงมาจากทางเหนือควบกับทางอิสาน หมอชีวกโกมารภัจ เคยถูกส่งมาทำงานสั่งสอนอยู่เมืองไทยนับสิบปี พูดภาษาไทยได้ กลับไปก็ได้ไปพูดภาษานี้กับพระพุทธเจ้า พูดกันเป็นที่สำราญเบิกบานใจ หมอชีวกก็ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า ทำไมพระองค์จึงตรัสภาษานี้ได้อย่างดีมากๆ พระพุทธเจ้าทรงตอบว่า เป็นภาษาของพระองค์ท่านแต่ดั้งเดิมของชาวศากยะ ก็ต้องไปค้นศึกษาดูอีกแหละว่าชาวศากยะอยู่ที่ไหน?ในอดีตตอนนั้น เดิมทีมีผู้รู้ท่านบอกว่าดินแดนสุวรรณภูมินี่ติดต่อถึงกันหมด กว้างขวางมากทั้งทวีปเอเซียต่อไปถึงยุโรปโน่น ขนาดแม่น้ำเนรัญชลาของอินเดีย เดี๋ยวนี้ยังเป็นผืนทรายไปทั้งหมดเลย นับประสาอะไรที่ทะเลจะกลายมาเป็นภูเขาๆ จะกลายเป็นทะเลในอนาคตอีกก็ได้ อีกประมาณ 10 ปี-12 ปี ประเทศไทยก็จะมีการเปลี่ยนแปลงทางพื้นที่ ประเทศเพื่อนบ้านเกาะเล็กเกาะน้อยจะหายไปหมด บางประเทศที่จมน้ำอยู่ก็จะโผล่ขึ้นมาเฉยเลย นี่แหละ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา.....ดังนั้น ผู้ที่กราบไหว้บูชาพระบรมธาตุ พระธาตุต่างๆ ก็ควรตระหนักสำนึกปฏิบัติศีล-สมาธิ-ปัญญาให้รู้แจ้งเห็นจริง เอาตัวรอดให้ได้เหมือนพระองค์ แล้วก็ช่วยเหลือคนอื่นๆตามความสามารถขณะอยู่ในโลก พระองค์เหล่านี้ได้ดำเนินให้พวกเราเห็นเป็นตัวอย่างแล้วว่าพระอริยเจ้า พระอรหันต์ พระโพธิสัตว์ พระพุทธเจ้ามีจริง บาป-บุญมีจริง นรก-สวรรค์- พรหม -นิพพานมีจริงทั้งนั้น ใครอยากพิสูจน์ก็ต้องปฏิบัติให้ถึงธรรม ถึงพระองค์ท่านนั้นเสียก่อน เมื่อนั้นก็จะรู้เอง ไม่ทำไม่รู้ ไม่ดูไม่เห็น ไม่ทำไม่เป็นครับ......

เนิน นราธร
Nern.Naratorn@gmail.com


http://www.buddha-dhamma.com/

http://chaisangthip.multiply.com/

เนิน นราธร แนบไฟล์ :

nern_naratorn@hotmail.com nern_naratorn@yahoo.co.uk http://www.Buddhapoem.com/
โพสต์โดย RE: ประสบการณ์เกี่ยวกับพระบรมธาตุและพระธาตุของข้าพเจ้า
เนิน นราธร
ลูกบ้าน/สมาชิกชรท.



โพสต์กระทู้ : 54
ที่อยู่ : สถาบันแสงทิพย์อริยธรรม กทม.
ร่วมเจตนารมณ์อุดมการณ์บ้านเรือนไทย : 17 กุมภาพันธ์ 2549 16:07:57
โพสต์ : วันที่ 08 มีนาคม 2549 20:34:00


ลองดูอีกสักภาพนะครับ เผื่อจะได้ภาพแตกต่างออกไปอีก อาจคล้ายๆกับที่พูดให้ฟังตะกี้นี้......


http://www.buddha-dhamma.com/

http://chaisangthip.multiply.com/

เนิน นราธร แนบไฟล์ :

nern_naratorn@hotmail.com nern_naratorn@yahoo.co.uk http://www.Buddhapoem.com/
โพสต์โดย RE: ประสบการณ์เกี่ยวกับพระบรมธาตุและพระธาตุของข้าพเจ้า
มานพ


โพสต์ : วันที่ 12 มีนาคม 2549 01:34:33
สาธุครับ
โพสต์โดย RE: ประสบการณ์เกี่ยวกับพระบรมธาตุและพระธาตุของข้าพเจ้า
เนิน นราธร
ลูกบ้าน/สมาชิกชรท.



โพสต์กระทู้ : 54
ที่อยู่ : สถาบันแสงทิพย์อริยธรรม กทม.
ร่วมเจตนารมณ์อุดมการณ์บ้านเรือนไทย : 17 กุมภาพันธ์ 2549 16:07:57
โพสต์ : วันที่ 22 มีนาคม 2549 19:52:01
คราวก่อน ผมคุยถึงเรื่องพระบรมธาตุพระปัจจเจกพุทธเจ้า ลงภาพแล้วแต่ไม่ติดอาจขัดข้องทางเทคนิคบางประการ ก็แก้ตัวใหม่วันนี้ และจะเล่าเรื่องที่ไปหล่อพระพุทธรูปสมเด็จองค์ปฐมที่สำนักสงฆ์พรหมปัญโญ-โสนันโทที่บางปลาม้า สุพรรณบุรีเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมานี้เอง........

***พระบรมธาตุเสด็จที่สำนักสงฆ์บางปลาม้า สุพรรณบุรี**

ระหว่างที่มาหล่อพระพุทธรูปสมเด็จองค์ปฐมที่สำนักสงฆ์บางปลาม้า ขนาด19 นิ้ว 20 องค์ ขนาด 5นิ้ว 100 องค์ เพื่อประดิษฐานตามสถานที่วัดต่างๆทั่วประเทศ และหารายได้เข้ากองทุนมูลนิธิศิษย์หลวงพ่อปานฯ ได้พบกับพี่ตุ๋ย-ดวงกมล (ดอนเมือง)ที่เป็นตัวตั้งตัวตีงานบุญหลักสำคัญของหลวงปู่ชัยวงศาพัฒนา วัดพระบาทห้วยต้ม อ.ลี้ จ.ลำพูน ได้มาช่วยงานที่นี่บุกเบิกสถานที่พื้นที่หลายวันมาแล้ว เอาแทรกเตอร์เข้ามา นอกจากจะหล่อพระแล้ว ก็จะมีพิธีการต่างๆด้วย ระหว่างดำเนินการงานต่างๆอยู่ได้มีพระบรมธาตุเสด็จตกลงมากราวใหญ่ประมาณ 40กว่าองค์ พี่ตุ๋ยใส่กรอบปลาสติกไว้กับพระเครื่อง2-3 องค์ เป็นองค์ประมาณเล็กกว่าเม็ดถั่วเขียวเล็กน้อย มีสีหลายสี เหลือง เขียว แดง ชมภู ขาวเหมือนเพชร สวยงามมาก ท่านบอกว่าเอามือกอบโกยเลย โดยจะไม่เก็บไว้จะนำไปบรรจุไว้ที่ยอดพระเกศของสมเด็จองค์ปฐมที่นี่ด้วย ก็ขออนุโมทนากับกลุ่มของพี่ตุ๋ยไว้ ณที่นี่ด้วย ส่วนงานที่วัดพระบาทห้วยต้ม มหาเจดีย์ศรีเวียงชัย ปู่แก้วมาเมืองช่วง 20เมษายนกว่าๆ ก็อาจจะได้ไปร่วมงานด้วยครับ ก่อนหน้านี้คุณปราโมช แห่งชมรมรักษ์พระบรมธาตุก็เคยเล่าให้ฟังว่า ที่วัดท่าซุงสมัยหลวงพ่อฤาษีฯยังมีชีวิตอยู่ ในระหว่างทำพิธีงานบุญอะไรอยู่ เป็นกลุ่มใหญ่ก็มีพระธาตุเสด็จร่วงลงมากราวใหญ่เต็มไปหมดเป็นองค์ขาวใสเหมือนเพชร คุณปราโมชก้ได้มาหลายองค์เหมือนกัน ก็ขออนุโมทนากับทุกท่านด้วยครับ นี่แสดงว่าเรื่องพระบรมธาตุเสด็จเป็นเรื่องจริงที่เป็นเรื่องเฉพาะตัวของผู้มีบุญที่เกี่ยวข้องกับพระองค์ท่านเท่านั้น......โมทนาสาธุด้วยครับ.....

เนิน นราธร
NernNaratorn@sanook.com

เนิน นราธร แนบไฟล์ :

nern_naratorn@hotmail.com nern_naratorn@yahoo.co.uk http://www.Buddhapoem.com/
โพสต์โดย RE: ประสบการณ์เกี่ยวกับพระบรมธาตุและพระธาตุของข้าพเจ้า
มานพ


โพสต์ : วันที่ 22 มีนาคม 2549 22:56:47
สวยทุกองค์เลยครับ คุณเนิน สาธุ สาธุ สาธุ
โพสต์โดย RE: ประสบการณ์เกี่ยวกับพระบรมธาตุและพระธาตุของข้าพเจ้า
เนิน นราธร
ลูกบ้าน/สมาชิกชรท.



โพสต์กระทู้ : 54
ที่อยู่ : สถาบันแสงทิพย์อริยธรรม กทม.
ร่วมเจตนารมณ์อุดมการณ์บ้านเรือนไทย : 17 กุมภาพันธ์ 2549 16:07:57
โพสต์ : วันที่ 27 มีนาคม 2549 17:32:35
***พระธาตุพระปัญจวัคคีทั้งห้า**(ต่อ)

พระธาตุพระอริยสาวกของปัญวัคคีทั้งห้า จำได้ว่าได้มาจากคุณปิงปองแห่งpagodasiam.comสัก2-3 ปีมานี่เอง ครูบาอาจารย์ท่านเคยบอกว่าผมเคยเกี่ยวข้องกับท่านในคราวสมัยพุทธกาลเกิดเป็นชฎิลบูชาไฟ แต่ไม่ออกบวชกับพระพุทธเจ้าในครั้งนั้น ไม่รู้ว่าไปเที่ยวที่ไหนอยู่ ?เลยทำให้การเดินทางไกลของผมไกลออกไปอีก พระปัญจวัคคีที้ง 5 ที่รู้แน่ๆว่าเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ 2องค์ คือ พระสารีบุตร กับพระโมคคัลลาน์ ผู้เลิศทางปัญญากับทางฤทธิ์ โดยเฉพาะพระสารีบุตร กล่าวกันว่าก็คือ สมเด็จโต พรหมรังสี ที่จะเป็นพระพุทธเจ้าต่อจากยุคของหลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด พระโพธิสัตว์หญิงที่เป็นอรหันต์สาวิกา เท่าที่ทราบก็มีพระนางปชาบดีโคตมีที่มีพระตำหนักอยู่ที่"ตำหนักพระแม่กิมบ่อเนี้ย ถนนตลิ่งชัน-สุพรรณบุรี อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรีไม่ไกลไม่ใกล้นี่เอง.....เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมและมีโรงทานด้วย เปิดตำหนักเมื่อ 12 สิงหาคม 2537ครับ......

เนิน นราธร แนบไฟล์ :

nern_naratorn@hotmail.com nern_naratorn@yahoo.co.uk http://www.Buddhapoem.com/
โพสต์โดย RE: ประสบการณ์เกี่ยวกับพระบรมธาตุและพระธาตุของข้าพเจ้า
ขวานหิน


โพสต์ : วันที่ 10 เมษายน 2549 10:10:11
พระโพธิสัตว์คือผู้ที่บำเพ็ญบารมีเพื่อปรารถนาสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า จะไม่สำเร็จเป็นพระอรหันต์จนกว่าจะถึงชาติสุดท้ายที่จะได้เป็นพระพุทธเจ้า โดยแต่ละท่านต้องได้รับการพยากรณ์จากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสียก่อน พระโพธิสัตว์ที่บำเพ็ญจนถึงปรมัตถบารมีแล้วครูอาจารย์ท่านว่ามีระดับคล้ายคลึงกับพระอนาคามี กระดูกท่านจึงอาจกลายเป็นพระธาตุได้ เช่นพระธาตุของหลวงปู่ปาน วัดบางนมโค ซึ่งอาจหาดูได้ที่วัดบางนมโค พระโพธิสัตว์ท่านจะสำเร็จอรหันต์ได้หากท่านต้องการ โดยการลาจากพุทธภูมิ(ความปรารถนาที่จะเป็นพระพุทธเจ้า) แล้วขอปรารถนาเป็นสาวกภูมิแทน ดังเช่น พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานหรือหลวงพ่อฤาษีลิงดำ
และหากสำเร็จพระอรหันต์แล้วเมื่อละขันธ์ก็จะเข้าสู่พระนิพพานไม่กลับมาเกิดอีก เพราะหมดเชื้อเกิดแล้ว เล่าตามที่ครูบาอาจารย์และจากพระไตรปิฎกครับ
โพสต์โดย RE: ประสบการณ์เกี่ยวกับพระบรมธาตุและพระธาตุของข้าพเจ้า
เนิน นราธร
ลูกบ้าน/สมาชิกชรท.



โพสต์กระทู้ : 54
ที่อยู่ : สถาบันแสงทิพย์อริยธรรม กทม.
ร่วมเจตนารมณ์อุดมการณ์บ้านเรือนไทย : 17 กุมภาพันธ์ 2549 16:07:57
โพสต์ : วันที่ 11 เมษายน 2549 09:42:43
ผมขอจบประสบการณ์เรื่องพระบรมธาตุและพระธาตุต่างๆไว้เพียงเท่านี้ก่อน บางครั้งการนำเสนออะไรไปที่คนไม่เข้าใจ ไม่เชื่อ ก็อาจเป็นบาปกรรมแก่ผู้รู้เท่าไม่ถึงการณ์ได้ เพราะเรื่องเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นเรื่อง"ปัจจัตตัง"เฉพาะตน ....
nern_naratorn@hotmail.com nern_naratorn@yahoo.co.uk http://www.Buddhapoem.com/
โพสต์โดย RE: ประสบการณ์เกี่ยวกับพระบรมธาตุและพระธาตุของข้าพเจ้า
nao7310
ลูกบ้าน/สมาชิกชรท.

โพสต์กระทู้ : 1
ที่อยู่ : 589 Banchang-Lor, Bangkok-Noi, Bkk. 10700
ร่วมเจตนารมณ์อุดมการณ์บ้านเรือนไทย : 18 พฤษภาคม 2549 16:12:47
โพสต์ : วันที่ 18 พฤษภาคม 2549 16:39:53
ขอรบกวนท่านผู้รู้ เรื่องการจัดที่ตั้งบูชาพระธาตุค่ะ ปัจจุบันอัญเชิญท่านไว้ในผอบทองเหลืองอยู่ภายในครอบแก้ว (มีทั่วไปแถวท่าพระจันทร์) ค่ะ และจะทำการสรงน้ำท่านปีละครั้งในช่วงสงกรานต์ และบูชาท่านที่โต๊ะหมู่บูชาพระ ตั้งใจว่าอยากจะทำเครื่องเงินและอัญเชิญพระธาตุประดิษฐานเพื่อเป็นพุทธบูชา

ส่วนเรื่องความอัศจรรย์ของพระธาตุ เชื่อและน้อมเคารพบูชาด้วยใจอย่างสนิทมานานแล้ว เพราะมีประสพการณ์ตรงทั้งการเสด็จมาให้เห็นกันด้วยตาเนื้อและการเพิ่มจำนวนค่ะ

ขอคำแนะนำด้วยค่ะ


โพสต์โดย RE: ประสบการณ์เกี่ยวกับพระบรมธาตุและพระธาตุของข้าพเจ้า
เวียงพิงค์


โพสต์ : วันที่ 22 สิงหาคม 2549 11:16:10
เรื่อปาฏิหารย์นี่บางคนที่บูชายังเกิดอคติในใจกันอยู่ว่า ทำไมท่านไม่เปล่งพรรณรังสีมาหรือลอยไปมาให้เราเห็น ความจริงปาฏิหารย์อานุภาพท่านบังเกิดแล้วเช่น คนบูชาเกิดปีติยินดี มีกำลังใจในการรักษาศีล ให้บริบูรณ์หรือบางคนได้บูชาแล้วกระหายนิพพานอยากพ้นจากวัฏสงสารก็มี เท่าที่ผมได้พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระอรหันตเจ้ามาบูชาพบปาฏิหารย์เหมือนกันโดยทางอ้อมมากว่า(ขออณุญาตใช้คำว่าทางอ้อมความจิงล้วนเป็นปาฏหารย์หมด) ขออณุญาตมาเล่าสู่กันฟัง(ความเชื่อส่วนบุคลโปรดใช้วิจจรณญาณในการอ่าน)
.......................................................................................
เสารืที่ 10 มิถุนาย 2549
ผมได้มีโอกาสเดินทางไปวัดดอยแม่ปั๋ง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ ด้วยจังใจว่าไปนมัสการหลวงปู่แหวนและหลวงปู่หนู(ท่านมรณภาพไปละ) เพระเกิดศรัทธา ในหลวงปู่ทั้ง2 อย่างน้อยได้กราบไหว้รูปเหมือนและกู่เจดีย์ท่านยังดี ผมได้เอาพระบรมธาตุติดตัวไปด้วย มีพรรณ ถั่วแตก 1องเม็ดข้าวสาร2และเมล็ดผักกาด3องค์ ใส่เจดีย์แก้วเล็กๆๆไว้ ตั้งใจไปถวายท่านเจ้าอาวาส โดยนั่งรถเมลล์สาย เชียงใหม่-เชียงดาว-พร้าว เดินทางแต่เช้าตรู่ เพราะความไม่เคยไปดอยแม่ปั๋งกลายเป็นว่าขึ้นรถผิดสายความจริงผมต้องขึ้นสาย อ.สันทราย-พร้าว เพราะถึงไวกว่าและสายอำเภอสันทรายผ่านหน้าวัดดอยแม่ปั๋งพอดี อีกสายไม่ผ่าน ...ผมนั่งรถสายเชียงดาวไป ไปพร้าว100กว่าโล รถผ่าน วัดป่าหมู่ใหม่-วัดป่าอรัญวิเวก-วัดธรรมชัย -สำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง .......กว่าถึงขนส่ง อ.พร้าวก็เกือบ8โมง แล้วต้องเปลี่ยนรถอีกสายหนึ่ง รถเมลล์คันนี้ผ่านดอยแม่งปั๋งพอดี พอขึ้นไปดอยแม่ปั๋งก็นมัสการรูปเหมือนหลวงปู่แหวน แล้วขึ้นไปถวายพระบรมธาตุ แด่เจ้าอาวาส ท่านเมตตามอบอัฐิธาตุหลวงปู่หนู สุจิตโต ไว้บูชา ข้าพเจ้ารู้สึกปีติยินดีมากที่ได้อัฐิหลวงปู่หนูมาบูชา หลังจากนั้นก็เที่ยวชมบริเวณวัดดอยแม่ปั๋งจนทั่ว(เอาให้คุ้มๆๆ) ธรรมชาติสวยงามมากแล้วเลยไปนั่งสมาธิในโรงย่างกิเลสของหลวงปู่แหวน ข้าพเจ้ารู้สึกขนลุกซ่านไปทั่วตัว เกิดน้ำตาซึมออกมา ไม่ใช่เกิดฌาณอะไรหรอก แต่เกิดปีติ ที่ตนเองมีบุญได้มาถิ่นอันเป็นที่อยู่ของพระสุปฏิปัณโณ แม้ไปส่วนไหนของวัดก็คล้ายรู้สึกว่าหลวงปู่ทั้ง2ท่านยังมาเยือนที่นี่ตลอดเวลา พอได้เวลาสมควรผมลงจากวัดดอยแม่ปั๋งประมาณ 9โมงกว่าๆๆ เจอรถเมลล์มาพอดี .........ผมนั่งรถเมลล์ผ่านดอยแม่ปั๋งไม่ถึง 1 กม .ก็ต้องตลึง เพราะรถเมลล์คันที่ผมนั่งมาดอยแม่ปั๋ง พลิกคว่ำข้างทางกระจกแตก หน้ารถยุบหมด แถมรถคว่ำทางด้านซ้ายซึ่งเป็นที่ๆผมนั่งมาก่อนลงที่วัด ..ใจนึกสรงสารแม่ลุกอ่อนชาวเขา กับยายแก่ๆที่นั่งข้างผมมา ตั้งแต่บขส. อีกใจยังนึกถึงพระบรมธาตุและอัฐิธาตุหลวงปู่หนู ที่ช่วยให้รอดตายหวุดหวิด แม้วันนี้ถ้าเล่าเหตุการณให้ใครต่อใครฟังก็พูดได้เต็มปากตนรอดตายเพระเพราะอานุภาพพระธาตุ จริงๆๆ
..................................................................................พระอัฐิธาตุหลวงปู่หนู สุจิตโต วัดดอยแม่ปั๋ง

แนบไฟล์ :

โพสต์โดย RE: ประสบการณ์เกี่ยวกับพระบรมธาตุและพระธาตุของข้าพเจ้า
เนิน นราธร
ลูกบ้าน/สมาชิกชรท.



โพสต์กระทู้ : 54
ที่อยู่ : สถาบันแสงทิพย์อริยธรรม กทม.
ร่วมเจตนารมณ์อุดมการณ์บ้านเรือนไทย : 17 กุมภาพันธ์ 2549 16:07:57
โพสต์ : วันที่ 29 สิงหาคม 2549 21:11:24
เมื่อวานไปปิดทองลูกนิมิตที่วัดโสธร พระเทพฯจะเสด็จวันที่ 31 สค.2549นี้ ผมไปวันสุดท้ายพอดี คนแน่นวัดไปหมด วันนี้ตั้งใจมาถ่ายภาพปาฏิหาริย์ที่นี่ให้จงได้ ก็ได้จริงๆ ที่อุโบสถหลังใหม่บนยอดมณฑปมีพระบรมสารีริกธาตุจำนวนมาก และวัดนี้ก็มีพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ในภัทรกัปนี้ประดิษฐานอยู่ด้วย ผมถ่ายได้มาประมาณ 10 ภาพที่เป็นภาพปาฏิหาริย์ ได้ลงที่อื่นไปบ้างแล้ว เอามาให้ชมที่นี่บ้างเป็นบางส่วน คงไม่ว่ากันนะครับ....ภาพนี้ก็สวย มณฑปซ้อนๆกันก็ดูสวยงามไปอีกแบบหนึ่ง...ถ่ายในระยะไกลตรงหน้าโรงแรมของ ม.ราชภัฎนครินทร์ ยอดมณฑปมีไฟกระพริบสีแดงแว๊บๆ เลยมี 2 ดวง แสงสีสว่างไสว ทั่วทั้งภาพมีหลายหลากสี งามตาน่าชมและเก๋ดีมากๆนะ.....

เนิน นราธร แนบไฟล์ :

nern_naratorn@hotmail.com nern_naratorn@yahoo.co.uk http://www.Buddhapoem.com/
โพสต์โดย RE: ประสบการณ์เกี่ยวกับพระบรมธาตุและพระธาตุของข้าพเจ้า
แมวขาวมณี


โพสต์ : วันที่ 07 พฤศจิกายน 2549 22:09:11
อนุโมทนากับทุกท่าน
และขอขอบคุณการอธิบายขอคุณขวานหินด้วยที่มีเหตุผลมาชี้แจงให้กระจ่าง

สา.....ธุ


แนบไฟล์ :

โพสต์โดย RE: ประสบการณ์เกี่ยวกับพระบรมธาตุและพระธาตุของข้าพเจ้า
อธิษฐ์


โพสต์ : วันที่ 20 พฤศจิกายน 2549 12:21:45
เรื่องของ พลังจิต วิทยาศาสตร์ กับพระพุทธศาสนา

การศึกษาเกี่ยวกับอายตนะขันธ์ 5 นิพพาน ฯลฯ พลังงานและพลังจิตล้วนเป็นสิ่งที่มีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันมาโดยตลอดไม่สามารถที่จะแยกเรียนรู้ เฉพาะเรื่องใดเพียงเรื่องเดียวได้เลย เพราะสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ต่างตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของ ?แรงดึง? หรือ ?แรงยึดเหนี่ยวของตัณหา? ซึ่งเป็นแรงหรือพลังงานที่เกิดมาจากจุดศูนย์กลางของแต่ละสิ่ง และส่งแรงนั้น มาดึงดูดยึดเหนี่ยวผูกแต่ละสิ่งเข้าไว้ด้วยกันดุจลูกโซ่ โดยเริ่มต้นจากจุดศูนย์กลางของแต่ละนิวเคลียสที่เล็กที่สุด ไปสู่แรงดึงของธาตุรู้ในใจ ขยายต่อไปยังแรงดึงที่ใหญ่กว่าของแรงโน้มถ่วงของโลก และแรงดึงจากสุริยจักรวาล และเข้าสู่แรงดึงของกาแลคซี่ทางช้างเผือก ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือตามลำดับ จนกระทั่ง เข้าสู่อิทธิพลศูนย์กลางของแรงดึงสุดท้ายที่เป็นความว่างมหาศาล มีจุดศูนย์กลางเป็นรูปสามเหลี่ยมที่แหลมคมที่สุดซึ่ง เรียกว่า ศูนย์กลางของจักรวาล
มวลมนุษย์ควรที่จะหาโอกาสศึกษา เรียนรู้ถึงเหตุและผลตลอดจนความเกี่ยวเนื่องจาก ?แรงดึง? ของพลังงานที่ปรากฏในโลกสุริยจักรวาล กาแลคซี่ทางช้างเผือก และจักรวาลกันบ้าง เพราะมนุษยชาติต้องดำรงชีวิตอยู่ภายใต้อิทธิพลของ ?แรงดึง? ตามธรรมชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เหตุของพลังงานที่ได้สร้างไว้แล้วในอดีต (กฎแห่งกรรม) ส่งผลทำให้เกิดเป็นมนุษย์ สัตว์ พืชที่แตกต่างกัน ในปัจจุบันชาติ (ทั้งนี้หมายรวมไปถึงพรหม เทวดา เปรต อสุรกาย สัมภเวสี ฯลฯ ที่อยู่ในสภาพของพลังงานด้วย)
การได้เกิดมาเป็นมนุษย์ จึงมิใช่เรื่องบังเอิญ
รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ เป็นองค์ประกอบหลัก 5 อย่าง ที่นำมาคนรวมกัน แล้วเรียกว่า ?มนุษย์? มนุษย์จึงสลัดให้พ้นไปจากอำนาจการครอบงำของขันธ์ 5 ได้ยากยิ่งนัก
ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาที่มีคำสอนเป็นวิทยาศาสตร์ สามารถสอนให้ผู้อื่นรู้ตาม และประพฤติปฏิบัติได้จริง เป็นศาสนาที่แสดงถึงเหตุและผล สอนให้ทุกคนเคารพกฎแห่งกรรม แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า บุคคลได้สร้างเหตุไว้เช่นไรย่อมได้รับผลจากเหตุที่ได้สร้างขึ้นเช่นกัน ไม่มีใครสามารถละเมิดไปได้แม้แต่สักคนเดียว เพราะ ?กรรม? หรือ ?การกระทำ? หรือ ?พลังงาน? เป็นสิ่งที่ไม่สูญหายการส่งผลของกรรม เป็นการสะท้อนกลับของพลังงานนั่นเอง
พลังจิต เป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และสลายของพลังงาน และสสารมาทุกยุคทุกสมัยด้วยความจริงที่ปรากฏอยู่ว่า ถ้าที่ใดมีสสารที่นั่นย่อมมีพลังงานอยู่คู่กันเสมอไป และเนื่องจากมนุษย์เราส่วนใหญ่จะยอมรับและเชื่อเฉพาะการเปลี่ยนแปลง การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ สลายของสสารเท่านั้น เนื่องจากเป็นสิ่งที่มองเห็นได้ชัดด้วยตา และสัมผัสได้ด้วยกาย แต่ในความเป็นจริงแล้วกระบวนการของการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ สลาย ย่อมเกิดขึ้นกับพลังงานก่อนเสมอ แล้วจึงส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสสารในภายหลัง ดังเช่นการเกิด ?ฝน? ที่ทุกคนรู้จักเป็นอย่างดี
กระบวนการของการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ สลาย ของพลังงาน ได้เริ่มต้นตั้งแต่ เมื่อน้ำได้รับพลังงานความร้อนจากดวงอาทิตย์เปลี่ยนสภาพเป็นไอจับตัวรวมกันมากขึ้นๆ ในชั้นบรรยากาศ เรียกว่า ?เมฆ? และเมื่อกระทบกับความเย็น เมฆเหล่านั้นจะเปลี่ยนสภาพกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ เรียกว่า ฝน ฉะนั้นกระบวนการของการเกิด ?ฝน? ในแต่ละครั้ง ได้มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ สลาย ของพลังงานไปหลายรอบ
การศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับ ?พลังงาน? มีอยู่หลายวิธี และทุกวิธีจะอยู่ภายใต้หลักการที่สำคัญ 2 หลักการ คือศึกษา โดยวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน และศึกษาโดยการใช้วิทยาศาสตร์ทางจิต หรือพลังจิต
วิทยาศาสตร์ปัจจุบัน ศึกษาพลังงาน โดยการใช้เครื่องมืออุปกรณ์ที่ผลิตขึ้นตามความสามารถของนักวิทยาศาสตร์ ในแต่ละยุคและสิ่งที่จะหลีกหนีให้พ้นไปไม่ได้เลย คือการทำลายสภาพสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ ถ้าสิ่งที่ผลิตขึ้นได้รับการพัฒนาให้ทันสมัยมากขึ้นเท่าไร ก็จะสามารถเอาชนะธรรมชาติได้มากขึ้นเท่านั้น ยุคนี้เป็นยุคพลังงานน้ำมัน ความเจริญก้าวหน้าที่ผูกโย่งต่อกันเป็นลูกโซ่ได้รัดแน่นจนแทบจะคลายออกไม่ได้อีกต่อไป เพราะเกือบทุกคนสะสะความเคยชินอยู่กับความสะดวกสบายที่ได้รับกันอยู่เป็นประจำทุกวัน
วิทยาศาสตร์ทางจิต หรือพลังจิต เป็นการศึกษาค้นคว้าพลังงาน โดยใช้พลังจิตที่มนุษย์ทุกคนมีอยู่แล้วตามธรรมชาติ ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละบุคคล ได้มีโอกาสฝึกฝนเพื่อพัฒนาให้พลังจิตกล้าแข็งและชำนาญ ขึ้นหรือไม่ ผู้รู้ใช้พลังจิตศึกษาพลังงานจากธรรมชาติ เนื่องจาก ?ธรรมชาติ? ได้แทรกซึมอยู่ในทุกสรรพสัตว์สิ่งและเป็นสิ่งกำหนดการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ สลายในจักรวาล ไม่มีอำนาจใดทรงอานุภาพยิ่งไปกว่า ?ธรรมชาติ?
สิ่งที่แยกวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน ออกจากวิทยาศาสตร์ทางจิตอย่างสิ้นเชิง คือ วิทยาศาสตร์ปัจจุบันศึกษาได้เฉพาะเหตุและผลที่ปรากฏเป็นรูปธรรม และพลังงานในรูปหยาบเท่านั้น แต่พลังจิตสามารถศึกษาถึงเหตุและผลทั้งที่เป็นพลังงานหยาบและพลังงานละเอียด
การวนรอบของความรู้ทั้ง 2 อย่างนี้ได้เกิดขึ้นเป็นปกติมาโดยตลอด คือ ถ้าเมื่อใดวิทยาศาสตร์ปัจจุบันเฟื่องฟู วิทยาศาสตร์ ทางจิตหรือพลังจิตแทบจะหมดความหมาย และในทางตรงกันข้าม ถ้าเมื่อใดที่วิทยาศาสตร์ปัจจุบันเจริญก้าวหน้าไปจนถึงจุดสูงสุด และย้อนกลับมาทำลายตนเองแล้ว เมื่อนั้นพลังจิตจะกลับมามีความสำคัญอีกครั้ง
การศึกษาหรือการประพฤติปฏิบัติตามแนวทางของพระพุทธศาสนามีความคลึง เหมือนกับการเรียนวิชาทางโลก ซึ่งผู้เรียนต้องเริ่มต้นจากวิชาพื้นฐานก่อนแล้ว จึงค่อยเรียนหลักสูตรเฉพาะทางตามความถนัดของผู้เรียน เพื่อออกมาประกอบอาชีพเลี้ยงตน ตามความรู้ความชำนาญที่แต่ละคนได้เรียนมา ยิ่งไปกว่านั้นผู้เรียนบางคนยังมีความสามารถพิเศษที่จะเลือกเรียนอีกหลายๆ อย่างตามที่ตนชอบและใช้เป็นอาชีพสำรอง หารายได้พิเศษ
วิชาหลักของพระพุทธศาสนา มีทั้งหมด 8 อย่าง เรียกว่า อวิชชา 8 (ความไม่รู้ 8 ประการ) ซึ่งผู้เรียนต้องสอบให้ผ่านไปทีละขั้นๆ และถึงแม้สอบผ่านได้แล้วก็ไม่มีแม้แต่เกียรติบัตร หรือประกาศนียบัตร หรือปริญญาใดๆ มอบให้ นอกจาก ?คุณธรรม? ซึ่งใช้กิเลสในตน เป็นเครื่องวัด
อวิชชา 8 ได้แก่
1. ไม่รู้จักทุกข์ สภาพที่ทนได้ยาก เกิดจากการครอบงำของขันธ์ 5
2. ไม่รู้จักสมุทัย สาเหตุของการเกิดทุกข์เพราะจิตหลงยึดมั่นในขันธ์ 5
3. ไม่รู้จักนิโรธ ความดับทุกข์ ซึ่งเป็นวิธีหรืออุบายที่ทำให้จิตไม่หลงยึดมั่น
และรู้เท่าทันการเกิดดับของขันธ์ 5
4. ไม่รู้จักมรรค ทางพ้นทุกข์ที่เป็นผลเนื่องมาจากข้อ 3 ทำให้จิตหลุดพ้น มีดวงตาเห็นธรรม
(เห็นทางเดิน)
5. ไม่รู้จักอดีต
6. ไม่รู้จักอนาคต
7. ไม่รู้จักการเชื่อมโยงอดีตและอนาคต เข้าด้วยกัน
8. ไม่รู้จักการวนรอบของปฏิจจสมปุบาท ซึ่งเริ่มต้น จาก

ผู้เรียนต้องสอบ 4 วิชาแรกให้ผ่าน เนื่องจากเป็นวิชาบังคับพื้นฐาน เป็นความรู้เกี่ยวกับความจริง 4 ประการ (อริยสัจ 4 ) ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ผู้ที่สอบผ่านจะได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ คือ ?ทาง? เฉพาะส่วนตน และจัดได้ว่าบุคคลผู้นั้น พ้นไปจากความรู้ กลายเป็นผู้รู้ หรือผู้เห็นแล้ว
ถ้าผู้เรียนใช้ ?มรรค? หรือ ?ทาง? ที่ได้ประหารกิเลส ไปเรื่อยๆ และสามารถสอบผ่านวิชาที่ 5-6-7 ได้ตามลำดับทำให้เป็นผู้สามารถรู้อดีต อนาคต และการเชื่อมโยงอดีตกับอนาคตในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตนเอง ตลอดจนสิ่งอื่นๆ ที่ตนต้องเข้าไปมีส่วนร่วมอยู่ด้วย จนกระทั่งไปถึงที่สุดของทางเดิน เห็นธรรมชาติการเกิดดับจองการวนรอบอย่างชัดเจน จิตไม่หลงยึดในการวนรอบนั้นอีกต่อไปเพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติตามเหตุตามปัจจัยที่ยังมีอยู่และจะได้คำตอบอย่างชัดเจนว่า ?เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ย่อมมีเพราะความเกิดขั้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิด เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ย่อมไม่มีเพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป?
ผู้ที่มีพลังจิตสูงส่วนใหญ่จะได้รับความรู้ทั้งที่เป็นความรู้พื้นฐานและความรู้ละเอียดมาจากพระพุทธศาสนา จึงเป็นเหตุให้บุคคลเหล่านั้นดำรงตน อยู่ ในสัมมาทิฏฐิให้พลังจิตไปในทางที่เกิดประโยชน์เท่านั้น
มนุษย์เราเกิดมาพร้อมหน้าที่ เช่น หน้าที่ที่มีต่อครอบครัว คือ ความเป็นพ่อ แม่ บุตร ธิดา พี่ชาย น้องสาว ฯลฯ หน้าที่ต่อชุมชนหน้าที่ต่ออาชีพการงาน ตลอดจนหน้าที่ต่อประเทศชาติ และหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือหน้าที่ที่มีต่อมวลมนุษยชาติด้วยกัน ดังนั้นแต่ละบุคคลจึงควรทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด เพื่อยังประโยชน์ให้เกิดทั้งส่วนตนและผู้อื่น
เหตุ คือ พลังงาน (แรง) ที่ได้รับสร้างไว้แล้วในอดีต
ผล คือ การสะท้อนกลับของพลังงาน (แรง)ซึ่งพร้อมที่จะเกิดขั้นเมื่อการวนรอบได้เวียนมาบรรจบ
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ?ดาวเคราะห์โลก? ของเราได้มีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพมานับครั้งไม่ถ้วน การขุดพบโครงกระดูกของสัตว์โบราณอย่างเช่น ไดโนเสาร์ ช้างแมมมอธ ฯลฯ ได้มีประเด็นสำคัญที่นักโบราณคดีให้ความสนใจ คือการขุดพบโครงกระดูกของสัตว์บางชนิดในสถานที่ที่ไม่น่าจะเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ชนิดนั้นๆ ได้เลย เช่นมีการขุดค้นในเขตหนาว แต่ทว่าสิ่งที่ขุดพบกลับเป็นโครงกระดูกของสัตว์ที่น่าจะเคยอยู่ในเขตร้อนเสียมากกว่า
จากการศึกษาโดยพลังจิต ทำให้ทราบว่า การเปลี่ยนแปลงของพลังงานจะส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของพื้นผิวโลก (สสาร) ในทุกรอบ 10,000 ปี (10,000 ปีเศษ) การเปลี่ยนสภาพของสสารระหว่างพื้นดินกับพื้นน้ำ เป็นสิ่งที่มองเห็นได้ชัดเจน และอยู่ในอัตราส่วนของการมีพื้นดิน 1 ส่วนและพื้นน้ำ 3 ส่วนเสมอ ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปอีกสักกี่ครั้งก็ตาม
เมื่อบุคคลได้ศึกษาสมาธิ-วิปัสสนา จนกระทั่งได้บรรลุธรรมและเจริญทางต่อไปจนกิเลสลดน้อยลงตามลำดับ บุคคลเหล่านี้จะเห็นสภาพการเกิด-ดับ เกิด-ดับ อยู่เนืองนิจ เห็นธรรมชาติของแรงสืบต่อของพลังงาน หรือกรงสันตติที่มีการสั่นสะเทือน ตึ๊บๆตึ๊บๆ อยู่ทุกๆรอบของ 1 วินาที และใช้แรงสันตติหรือแรงสืบต่อนี้ ย้อนกลับไปดูพลังงานที่เคยสร้างเหตุไว้ในอดีต และจะส่งผลเกิดขึ้นในอนาคตอย่างไร ตลอดจนหาทางแก้ไขเพื่อเหล่ามวลมนุษย์ในปัจจุบัน และถ้า ?ผู้รู้? เหล่านี้ สามารถดำรงตนอยู่เหนือวิมุตติได้ สิ่งที่จะเกิดตามมาตามวิถีของจิต คือการมีญาณทัศนะ ซึ่งเป็นความรู้ที่เกิดขึ้นโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการทางสมองหรือใจ บุคคลใดที่เดินทางมาถึงจุดนี้ได้แล้ว สามารถที่จะเลือกทางของตนเอง ระหว่างการไม่ลงมาระคนกับกิเลส ดำรงสภาพการเป้นพระอรหันต์ไปจนกว่าจะสิ้นอายุขัย หรือ จะลงมาระคนกัน ?โลก? เป็นโพธิสัตว์เพื่อทำหน้าที่ของตนให้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ตามวิบากที่เคยสร้างไว้ในอดีต จนกระทั่งเชื้อ หรือเหตุหรือพลังงานเหล่านั้นหมดไปโดยสิ้นเชิง จึงจะไม่กลับมาเกิดอีกต่อไป
ระยะเวลา 10,000 ปี นับได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานมาก ถ้าทุกคนสามารถจำอดีตที่ผ่านมาได้ คงจะรู้ว่าแต่ละคนได้เวียนว่ายตายเกิดกันมาคนละหลายครั้งแล้ว และเนื่องจากทุกครั้งขอกงกการเกิดมาเป้นมนุษย์ เราต้องอยู่ในท้องแม่นาน 9-10 เดือน ซึ่งเป็นช่วงเวลาของการลบความทรงจำในอดีต ทักษะ ความชำนาญ ความรู้พิเศษที่เคยมีนแต่ละชาติ อาจจะมีหลงเหลืออยู่บ้าง แต่ต้องใช้เวลาของการพัฒนาไปตามลำดับ และในบางครั้งการพัฒนาความรู้เหล่านั้นก็ต้องหยุดชะงักลงไปอีก เพราะอายุขัยของการเกิดมาเป็นมนุษย์นั้นสั้นเกินไป คือไม่ถึง 100 ปี ก็ต้องถึง ?การตาย? อีกครั้ง
การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของพื้นผิวโลกครั้งล่าสุดได้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 10,000 ปี (10,000 ปีเศษ) ที่ผ่านมา การศึกษาจากประวัติศาสตร์ ทำให้รู้ว่าในบริเวณที่เป็นมหาสมุทรแอตแลนติก ในปัจจุบันนี้ น่าจะเคยมีสภาพเป็นแผ่นดิน มีบ้านเมือง และผู้คนอาศัยมาก่อน ซึ่งนักประวัติศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ ฯลฯ ยังคงให้ความสนใจและศึกษามาอย่างต่อเนื่องตราบจนปัจจุบันนี้
ความรู้ที่ได้จากการใช้ ?พลังจิต? และ ?แรงสันตติ? เข้าไปดูอดีตจึงทำให้รู้ว่า เหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 10,000 ปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง
เมื่อ 10,000 ปี (10,000 ปีเศษ) ที่ผ่านมา ทวีปแอตแลนติก (มหาสมุทรแอตแลนติกในปัจจุบันนี้) เคยมีอดีตที่รุ่งเรืองเป็นผืนแผ่นดินที่อาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล ประกอบด้วยผู้คนหลายเผ่าพันธุ์ หลากภาษา ต่างวัฒนธรรม รวมตัวกันเป็นกลุ่มเล็ก กลุ่มน้อยกระจายอยู่ทั่วทวีป โดยมีอาณาจักรแอตแลนตีสเป็นศูนย์กลางของอารยธรรม
อาณาจักรแอตแลนตีสมีอดีตที่รุ่งเรืองมากในทุกๆด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ ?พลังจิต? ถึงขั้นสามารถติดต่อกับชาวอังคารและได้ติดต่อมาโดยตลอด ดังนั้นเราจึงควรทำความรู้จักกับ ?ชาวดาวอังคาร? กันบ้างเล็กน้อยก่อนกลับมาสู่เรื่องราวของอาณาจักรแอตแลนตีสอีกครั้ง
ดาวเคราะห์โลกหรือโลกของเราไม่ได้เป็นดาวเพียงดวงเดียวในสุริยจักรวาล ดาวอังคารก็เป็นเพียงดาวดวงหนึ่งในจำนวนดาวหมื่นแสนล้านๆๆ ดวงในสุริยจักรวาล กาแลคซี่ทางช้างเผือก และจักรวาลเฉกเช่นเดียวกับโลกของเรา ฉะนั้นผู้ที่ศึกษาจึงไม่ควรรีบด่วนที่จะปฏิเสธว่า ไม่มีสิ่งมีชีวิตปรากฏอยู่บนดาวอังคารหรือดาวดวงอื่นๆ เนื่องจากมนุษย์เราตกอยู่ภายใต้แรงดึงดูดจากศูนย์กลางที่เรียกว่า ?แรงโน้มถ่วงของโลก? จึงทำให้เราไม่สามารถเดินทางไปยังดาวดวงอื่นๆได้ นักวิทยาศาสตร์ได้พยายามศึกษาค้นคว้ามาเป็นเวลานาน จนกระทั่งในปัจจุบันนี้ จึงสามารถค้นพบวิธีเดินทางไปถึงดาวดวงอื่นได้สำเร็จ แต่ก็ยังไม่สามารถเจาะลึกไปจนถึงขั้นทำความรู้จักและมีความสัมพันธ์ต่อกันกับสิ่งมีชีวิตบนดาวอื่นๆ โดยเฉพาะบนดาวอังคารได้เลย พวกเราเคยจินตนาการหรือไม่ว่า ภาพของมนุษย์ชายหญิงอย่างพวกเราที่มี 2 ขา 2 เท้า 2 แขน 2 มือ ฯลฯ ได้กลายเป็นภาพของสัตว์ประหลาดหรือมนุษย์ต่างดาวในสายตาของชาวดาวอังคาร ดาวพฤหัส ดาวศุกร์ ฯลฯ ไปเสียแล้ว
โครงสร้างทางกายภาพหรือองค์ประกอบของธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ บนดาวอังคารมีความแตกต่างจากดาวเคราะห์โลก โดยสิ้นเชิง จึงเป็นเหตุให้ชาวดาวอังคารมีรูปร่าง ตลอดจนการดำรงชีวิตที่ไม่เหมือนมนุษย์โลกด้วยเช่นกัน อาทิ
การเกิดและการมีอายุขัย มนุษย์โลกอาศัยการเกิดจากเชื้อของพ่อและฝังตัวอ่อนอยู่ในท้องของแม่ประมาณ 9-10 เดือน ซึ่งเป็นช่วงเวลาของการลบความทรงจำที่มีในอดีต จนกระทั่งคลอดออกมาเป็นทารก เจริญวัยเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ ชรา และเสียชีวิต มีอายุได้ไม่เกิน 100 ปี หรือ 100 ปีเศษเท่านั้น แต่สำหรับชาวอังคาร พวกเขามีสภาพเป็น ?พลังงาน? ไม่ได้ประกอบโครงสร้างเป็น ?รูป? หรือ ?ร่างกาย? อย่างชัดเจน
การเกิดของพวกเขาน่าจะเรียกว่าเป็นการ ?อุบัติ? ขึ้นมากกว่าเพราะเป็นการรวมตัวของพลังงานขึ้นเป็นสิ่งมีชีวิตใหม่ โดยอาศัยพลังงานจากธาตุสีเหลือง หรือธาตุเมตตาเป็นตัวกำหนด (ไม่ต้องอาศัยการตั้งครรภ์) เมื่อกระบวนการเกิดใหม่เสร็จสิ้น พวกเขาจะดำรงความเป็น ?พลังงาน? ไปเรื่อยๆ มีชีวิตเป็นนิรันดร์ คือมีอายุขัยมากเป็นหมื่นๆ ปี จึงทำให้พวกเขาได้รู้เห็นปรากฏการณ์และการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่เคยเกิดขึ้นบนดาวเคราะห์โลกมาโดยตลอด และเนื่องจากพวกเขาเป็นผู้ที่มีพลังจิตสูง จึงสามารถล่วงรู้ถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อีกด้วย
อาหารและการดำรงชีวิต เนื่องจากโครงสร้างของร่างกายมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง มนุษย์โลกประกอบด้วยกายหยาบและกายละเอียด ในขณะที่ชาวดาวอังคารมีสภาพเป็นกายละเอียดหรือพลังงานเพียงอย่างเดียว ดังนั้น ?อาหาร? และ ?การดำรงชีวิต? ของมนุษย์โลกและชาวดาวอังคารจึงแทบจะไม่เหมือนกันเลย
กายหยาบ เป็นโครงสร้างที่ประกอบขึ้นเป็นรูปร่างกาย และมองเห็นได้ชัดเจนด้วยตา อาหารที่ใช้บำรุงหล่อเลี้ยง คือ อาหารหลัก 5 หมู่ นำเข้าสู่ร่างกายโดยทางปาก ระบบทางเดินอาหาร และอาศัยก๊าซออกซิเจนเพื่อช่วยในการสันดาปและการทำงานของหัวใจและปอด
กายละเอียด เป็นกายในรูปของพลังงานที่เนื่องด้วยกระแสลมปราณและวิญญาณ (ธาตุรู้) ฉะนั้นอาหารของชาวดาวอังคารจึงอยู่ในรูปของพลังงานด้วยเช่นกัน ได้แก่กระแสลมปราณ และธาตุเมตตา (กุศล) ซึ่งเป็นธาตุสีเหลืองๆ และมีอิทธิพลต่อความนึกความคิด ดังนั้นการกระทำหรือการทำลายชีวิตอื่นๆ ฯลฯ จะเป็นสาเหตุทำให้พลังงานหรือกายละเอียดและพลังจิตของพวกเขาอ่อนกำลังลง และจะดำรงชีวิตอยู่อย่างลำบาก
อาหารที่สำคัญสำหรับพวกเขาอีกอย่างหนึ่ง คือ ?น้ำ?
พระภิกษุสงฆ์หรือผู้ฝึกจิตที่เข้ากรรมฐานเป็นเวลาหลายๆ วัน หรือเป็นแรมเดือน บุคคลเหล่านี้มิได้ทานอาหาร พวกเขาดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยน้ำ ปิติ และกระแสลมปราณ
ชาวดาวอังคารไม่มีศาสนา ไม่รู้จัก ?นิพพาน? เพราะพวกเขาส่วนใหญ่พอใจในการมีสิ่งชีวิตที่เป็นนิรันดร์ เหตุการณ์วิกฤตใดๆ ที่เคยเกิดขึ้นบนดาวเคราะห์โลกในอดีต ชาวดาวอังคารเคยรู้เคยเห็นมาก่อนแล้ว โดยเฉพาะการวนรอบของการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพที่เคยเกิดขึ้นเมื่อครบรอบ 10,000 ปี ด้วยความปราถนาดีและอยากช่วยเหลือมนุษย์โลก ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นเพื่อนบ้านที่อยู่ในครอบครัว ?สุริยจักรวาล? เดียวกัน ชาวดาวอังคารจึงได้ติดต่อสื่อสารกับมนุษย์โลกตั้งแต่ยุค ?อาณาจักรแอตแลนตีส? ซึ่งเป็นยุคที่มีผู้สนใจศึกษาเกี่ยวกับ ?พลังจิต? อย่างแพร่หลาย พร้อมทั้งได้ถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการสร้างและการใช้ประโยชน์จากรูปทรงสามเหลี่ยมพีระมิด
ชาวดาวอังคารสร้างบ้านเรือนอยู่ลึกลงไปใต้พื้นดิน เพื่อให้ปลอดภัยจากรังสีอัลตร้าไวโอเล็ตจากดวงอาทิตย์ เนื่องจากสภาพของการมีกายละเอียด (พลังงาน) ทำให้พวกเขาทนต่อแสงแดดได้ไม่มากนัก ประตูทางเข้าจะปิดสนิทเมื่อเวลา 03.00 น. เพื่อป้องกันอันตรายจากแสงแดด
ชาวดาวอังคารสามารถใช้พลังจิตสร้างรูปหยาบให้ปรากฏต่อสายตามนุษย์โลกได้ แต่เนื่องจากการที่พวกเขาส่วนใหญ่มีพลังจิตสูงคลื่นความถี่จากพลังงานของพวกเขาอาจจะทำให้เกิดอันตรายต่อมนุษย์โลกได้ พวกเขาจึงจำเป็นต้องสะกดจิตมนุษย์โลกให้หยุดการเคลื่อนไหวก่อนที่พวกเขาจะปรากฏตัวขึ้น
พลังจิตและการเดินทาง กายละเอียดหรือพลังงาน หรือ กายทิพย์ เป็นกายที่เนื่องด้วยกระแสลมปราณและวิญญาณธาตุ (ธาตุรู้) อาศัยน้ำ ธาตุเมตตา (กุศล) และกระแสลมปราณเป็นสิ่งหล่อเลี้ยง
พวกเราคงรู้จักและเคย ?ฝัน? กันทุกคน มีทั้งฝันดีและฝันร้าย มิหนำซ้ำในบางครั้งเมื่อตื่นขึ้นมาแล้วยังคงจำความฝันได้อย่างแม่นยำเหมือนกับได้ไปเผชิญกับสิ่งที่ฝันมาจริง การฝันเป็นการท่องเที่ยวด้วยกายทิพย์หรือกายละเอียด โดยมีกระแสลมปราณทำหน้าที่ดุจสายใยแห่งชีวิต ตามไปทั่วทุกหนแห่ง และหากสายใยของกระแสลมปราณขาดไป บุคคลผู้นั้นจะเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต เนื่องจากกายทิพย์ไม่สามารถกลับเข้าซ้อนอยู่กับกายหยาบได้ ผู้ที่มีพลังจิตสูงสามารถใช้กายทิพย์เดินทางไปที่ใดก็ได้ตามความต้องการ โดยที่กายหยาบหรือตัวรูปร่างกายอยู่ในที่อีกแห่งหนึ่ง
พระพุทธองค์เป็นผู้ที่มีพลังจิตและญาณหยั่งรู้ที่เรียกว่า พระสยมภูญาณ ที่สามารถรู้เห็นความเป็นไปของสัตว์โลก พระพุทธองค์ทรงใช้ญาณหยั่งรู้เป็นประจำทุกเช้า เพื่อทรงตรวจดูว่าในแต่ละวันพระองค์จะไปโปรดใครได้บ้าง อย่างเช่นในกรณีของท่านองคุลีมาล ที่ถูกอาจารย์สอนให้ทำในสิ่งที่ผิดและเป็นบาปอย่างมหันต์ ด้วยการสั่งฆ่าคนได้ให้ครบ 1,000 คน ก่อนจึงจะได้เรียนขั้นสุดยอดของวิชา และคนลำดับที่ 1,000 ก็คือแม่ของตน เมื่อพระพุทธองค์ทรงรู้โดยพระสยมภูญาณ จึงทรงเมตตาช่วยท่านองคุลีมาลให้พ้นจากวิบากกรรมที่จะต้องฆ่าแม่ของตนเองด้วยความไม่รู้ และกลายเป็นบาปหนัก
ในเช้าวันเกิดเหตุนั้น พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่กันคนละเมืองกันท่านองคุลีมาล ไม่สามารถเสด็จได้ด้วยพระองค์เองได้ทัน จึงทรงโปรดด้วย ?กายทิพย์? ใช้พลังจิตสร้างรูปหยาบปรากฏต่อสายตาของท่านองคุลีมาล ทรงช่วยท่านองคุลีมาลให้พ้นจากกรรมหนักที่กำลังจะทำมาตุฆาต (ฆ่าแม่) และทรงเทศนาโปรดจนสำเร็จ บรรลุเป็นพระอรหันต์
ในครั้งหนึ่งพระพุทธองค์ทรงถอดกายทิพย์ขึ้นไปบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อโปรดพระพุทธมารดา ซึ่งกำลังเสวยผลบุญอยู่บนสวรรค์ชั้นดุสิต สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เป็นสถานที่อยู่ของพระอินทร์หรือท้าวสักกะ(สวรรค์ชั้นดาวดึงส์อยู่ต่ำกว่าสวรรค์ชั้นดุสิต ผู้ที่เสวยผลบุรอยู่ในชั้นที่สูงกว่าสามารถเดินทางลงมายังสวรรค์ชั้นที่ต่ำกว่าได้)
ส่วนกายหยาบหรือตัวรูปร่างกายของพระพุทธองค์มีเทวดาอาสาคอยเฝ้าปกป้องรักษาไม่ให้เกิดภัยอันตราย เพราะถ้าหากกายหยาบสูญสลายหรือบาดเจ็บ กายทิพย์หรือกายที่เนื่องด้วยกระแสลมปราณ จะไม่สามารถกลับเข้าสู่ร่างได้เลย บุคคลนั้นก็ต้องเสียชีวิต
พระพุทธองค์ทรงใช้เวลาในการเทศนาโปรดพระพุทธมารดาและเหล่าเทวดานางฟ้าบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เป็นเวลาประมาณ 45 นาที แต่ถ้าเทียบเป็นเวลาของมนุษย์โลก จะนานประมาณ 3 เดือน ในครั้งนั้นพระพุทธมารดา ท้าวสักกะ (พระอินทร์) และกลุ่มเทวดาอีกเป็นจำนวนมาก ได้บรรลุธรรมขั้นโสดาบัน ท้าวสักกะได้ปาวารณาตนอาสาขอทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลพระพุทธศาสนาของพระสมณโคดมให้มีอายุไปจนครบ 5,000 ปี และในระหว่าง 5,000 ปี นั้น พระพุทธศาสนาจะเข้าสู่กลียุคถึง 5 ครั้งด้วยกัน จำต้องมีเทวดาอาสาลงมาจุติเป็นมนุษย์ เพื่อช่วยแก้ไขให้คำสอน (ธรรมะ) ของพระพุทธองค์ให้ดำรงอยู่อย่างถูกต้องเหมือนดังเดิม เทวดาที่อาสาลงมาทำงานรับใช้ศาสนาทั้ง 5 องค์ 5 วาระนี้เรียกว่า ?องค์ธรรมิกราช? ดังนั้นพระพุทธศาสนาของพระสมณโคดม จึงเป็นศาสนาที่มีเทวดาคอยรักษาดูแล
เมื่อกล่าวถึงเทวดาทั้งหลาย ท่านเหล่านี้อยู่ในสภาพของกายละเอียด อาหารของเทวดาก็คล้ายคลึงกับชาวดาวอังคาร เนื่องจากเทวดา พรหม มีแต่เฉพาะกายละเอียดและวิญญาณธาตุ (ธาตุรู้) ที่ยังดับไม่ได้ อาหารคือตัวบุญ ตัวกุศลที่เคยทำไว้ในอดีตเมื่อครั้งเกิดมาเป็นมนุษย์ ใช้เป็นพลังงานบุญช่วยหล่อเลี้ยงสร้างแสงสว่างให้กายทิพย์ของตนเอง ดังนั้นบุญญาธิการของเหล่าเทวดา พรหม จึงวัดกันด้วย ?แสงสว่าง? และในทำนองเดียวกันธาตุเมตตา (บุญ,กุศล) จะเป็นพลังงานที่ช่วยเสริมสร้างพลังจิตและหล่อเลี้ยงกายละเอียดของชาวดาวอังคารให้เข้มแข็ง
บนดาวอังคารจะมีวัตถุรูปทรงสามเหลี่ยมพีระมิดอยู่มากมายเพื่อใช้ประโยชน์ในการสะเทินพลังงานความร้อนและแสงจากดวงอาทิตย์ และยิ่งไปกว่านั้นพีระมิดยังเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยมนการเดินทางท่องจักรวาลหรือเดินทางไปยังดาวดวงอื่นๆ โดยเฉพาะดาวเคราะห์โลกของเรา
การเดินทางในแต่ละครั้ง สิ่งที่พวกเขาใช้เป็นพาหนะคือสิ่งหรือวัตถุที่พวกเราเคยเห็นและเรียกกันว่า ?ยาน? หรือ ?จานบิน? อาจจะมีหลายๆรูปแบบ ก่อนการเดินทางพวกเขาต้องตรวจสอบหรือเช็คก่อนว่าจะใช้ ?เส้นแสง? เส้นใด เดินทางไปยังจุดหมาย หลังจากนั้นผู้ที่จะเดินทางก็จะเข้าสู่กระบวนการ โดยเริ่มจากการนำยานพร้อมลูกเรือที่จะเดินทางเข้าไปยังพีระมิดใหญ่ เพื่อใช้พลังจิตเปลี่ยนสภาพของยานพาหนะจากวัตถุให้เป็นพลังงานแสงและพุ่งทะลุออกไปทางยอดแหลมของพีระมิด เข้าสู่เส้นทางของ ?เส้นแสง? ที่ได้เลือกไว้แล้ว และเมื่อเข้าสู่เขตบรรยากาศของโลกแล้ว ถ้าหากพวกเขาอยากปรากฏตัวต่อสายตาของชาวโลก พวกเขาจะใช้พลังจิตเปลี่ยนสภาพของยานพาหนะจากพลังงานแสงให้เป็นวัตถุ ดังที่พวกเราบางคนเคยมีโอกาสได้พบเห็นมาบ้างแล้วในระยะที่ไกลพอสมควร เนื่องจากถ้ายานหรือจานบินปรากฏให้เห็นในระยะสายตาปกติ อาจจะทำให้เกิดอันตรายต่อนัยน์ตาหรือเซลล์ในร่างกายของมนุษย์โลกได้ เนื่องจากความถี่ของเสียงที่เกิดจาการทำงานของเครื่องยนต์ในยานอยู่ในระดับที่มีความถี่สูงมากเกินกว่าที่ร่างกายของมนุษย์จะรับได้ เราจึงได้เห็นจานบิน หรือฝูงจานบินในระยะที่ไกลๆ เท่านั้น

ชาวดาวอังคารชอบที่จะเดินทางมายังดาวเคราะห์โลกของเราเสมอ ความรู้เกี่ยวกับพลังพีระมิดได้ถ่ายทอดให้กับชาวแอตแลนตีสและในยุคนั้น ชาวแอตแลนตีสได้ใช้คริสตัลซึ่งเป็นแก้วหินใส สร้างเป็นพีระมิดที่มีขนาดใหญ่ไว้ทั่วราชอาณาจักร และแต่ละคนจะมีพีระมิดคริสตัลขนาดเล็กเก็บไว้ใช้ประจำตัว ชาวแอตแลนติสที่มีพลังจิตสูงโดยเฉพาะกลุ่มนักบวชจะเป็นผู้ที่เดินทางไปในสถานที่ต่างๆด้วยพลังจิต ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่เข้าไปในพีระมิดคริสตัล และใชัพลังจิตเปลี่ยนสภาพของกายหยาบให้เป็นพลังงานแสง พุ่งออกไปในทางยอดแหลมของพีระมิดคริสตัล เข้าสู่เส้นทางของ ?เส้นแสง? ที่ได้เลือกไว้เรียบร้อยแล้ว
ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ปัจจุบันที่มนุษย์โลกก้าวไปถึงครั้งล่าสุด คือการสร้าง ?ปรมาณู? เป็นอาวุธร้ายแรง และนำมาทำลายล้างมนุษย์ชาติ ดังเช่นการใช้ระเบิดปรมาณูถล่มเมืองฺฮิโรชิมา และนางาซากิของประเทศญี่ปุ่น เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 และเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2541-2542 นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบพลังงานตัวใหม่คือ ?เส้นแสง? และเป็นสิ่งที่แน่นอนที่สุดว่า ?เส้นแสง? จะได้รับการพัฒนาจนกลายเป็นอาวุธชนิดใหม่ที่ทรงอานุภาพยิ่งกว่าระเบิดปรมาณูเสียอีก ?อาวุธเส้นแสง? เป็นอาวุธที่ผลิตขึ้นเพื่อทำลายนิวเคลียสและเซลล์ในร่างกาย ซึ่งตรงกันข้ามกับระเบิดปรมาณูซึ่งจะทำลายวัตถุ เช่นอาคารบ้านเรือน อาวุธเส้นแสงชนิดใหม่นี้สามารถปรับความถี่และอำนาจของการกระจายของเส้นแสงได้ตามความต้องการเหมือนกับการทำงานของเตาไมโครเวฟ
ชาวดาวอังคารมีความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์ทางจิตไปจนถึงระดับการใช้พลังจิตเปลี่ยนวัตถุให้เป็นพลังงานแสง และเปลี่ยนจากพลังงานแสงให้กลับเป็นวัตถุอีกครั้งซึ่งเป็นวิวัฒนาการขั้นสุดท้ายของพลังงาน ซึ่งสูงกว่าพลังงาน ?เส้นแสง?
มนุษย์โลกเมื่อครั้ง 10,000 ปีที่ผ่านมา ในยุคของอารยธรรมแอตแลนตีส ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ได้เคยพัฒนามาจนถึงการสร้าง ?อาวุธเส้นแสง? แล้ว ความมีอำนาจ ความแตกต่างกันในแนวความคิดและความศรัทธาความเชื่อ ได้ทำร้ายเหล่ามวลมนุษยชาติมาจนนับครั้งไม่ถ้วน ยิ่งกระหายอำนาจมากเท่าใด ย่อมส่งผลร้ายได้มากเท่านั้น
บนทวีปแอตแลนติกในครั้งนั้นประชาชนได้แตกแยกออกเป็นหลายกลุ่ม จนในที่สุดเหลือประชาชนเพียง 2 กลุ่มใหญ่ที่ไม่สามารถปรองดองกันได้ ต่างผ่ายต่างมียุทโธปกรณ์ที่ล้ำหน้า ไม่สามารถแก้ไขความขัดแย้งได้โดยสันติวิธี สงครางและอาวุธที่ทันสมัยมีอานุภาพร้ายแรงที่สุด คือศักดิ์ศรีของจอมทัพผู้อหังการ
ในครั้งนั้นนักบวชนามว่า รตะ (อ่านว่าระตะ) เป็นผู้ที่มีพลังจิตสูงและเปี่ยมไปด้วยคุณธรรม ความเมตตา ได้พยากรณ์ไว้ล่วงหน้า 1 เดือน ว่าจะเกิดสงครามใหญ่และอาณาจักรแอตแลนตีสจะถึงวาระของการล่มสลาย กลุ่มที่เชื่อคำพยากรณ์ของท่านรตะได้ต่อเรือขนาดใหญ่ บรรทุกผู้คนอพยพออกจากอาณาจักรแอตแลนตีส มาขึ้นฝั่งที่ดินแดนของประเทศอียิปต์โบราณ
เมื่อครบ 1 เดือน ตามคำพยากรณ์ของท่านรตะ สงครามใหญ่ได้เปิดฉากขึ้น และเนื่องจากผู้นำของทั้งสองกลุ่มต่างแข็งกร้าวเข้ากัน อาวุธ ?เส้นแสง? ที่ทันสมัยที่สุดจึงถูกนำมาใช้ แรงกดอย่างมหาศาลที่เกิดจากการยิงอาวุธเส้นแสงส่งผลกระทบอย่างรุนแรงที่สุดต่อมนุษยชาติ และการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของพื้นผิวโลกตามลำดับ คือ
1. อาณาจักรแอตแลนตีส ซึ่งตั้งอยู่บนทวีปแอตแลนตีส ที่เคยเป็นศูนย์กลางของคาวามเจริญในแทบทุกด้าน ได้ถึงกาลอวสานล่มสลาย พื้นทวีปทรุดตัวลงไปอย่างรวดเร็วกลายสภาพเป็นพื้นน้ำในชั่วพริบตา ประชาชนที่กำลังสนุกสนานร่าเริง หรือขลุกอยู่กับภารกิจประจำวันต้องจบชีวิตลงอย่างเอน็จอนาจโดยที่ไม่ทันจะรู้ตัว หมดโอกาสที่จะช่วยเหลือตนเองให้พ้นจากอันตรายได้ มนุษย์ สัตว์ อาคารบ้านเรือ พีระมิดคริสตัลและเค้าโครงของอารยธรรมทั้งหลาย ยังคงฝังซากของอดีตอยู่ใต้ก้นมหาสมุทร เพื่อรอจังหวะเวลาของการวนรอบของเหตุการณ์ที่จะเวียนมาบรรจบอีกครั้ง และถ้าหากคู่อริทั้ง 2 กลุ่มในอดีต ไม่สามารถก้าวพ้นไปจากวิบากหรือเหตุที่ได้สร้างไว้ได้การย้อนรอยของกรรมหรือพลังงานคงจะต้องเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อถึงเวลา
2. เพื่อเป็นการรักษาสภาพสมดุลของลักษณะทางกายภาพตามอัตราส่วนของการมีพื้นดิน 1 ส่วน และพื้นน้ำ 3 ส่วน จึงทำให้พื้นน้ำแถบทะเลอาหรับ เปลี่ยนสภาพเป็นทะเลทราย ที่เรียกว่าสะฮาราในปัจจุบันนี้ เนื่องจากปริมาณของน้ำได้ถ่ายเทไปรวมตัวกันที่มหาสมุทรแอตแลนติกปละฝังอาณาจักรแอตแลนตีสอยู่ใต้มหาสมุทร บริเวณกว้างใหญ่ไพศาลของทะเลทรายสะฮารา
โพสต์โดย RE: ประสบการณ์เกี่ยวกับพระบรมธาตุและพระธาตุของข้าพเจ้า
ลูกพ่อฤาษีลิงดำ


โพสต์ : วันที่ 16 ธันวาคม 2549 13:33:18
สาวกขององค์สมเด็จพระชินสีห์ ลูกพ่อฤาษีลิงดำ
โพสต์โดย RE: ประสบการณ์เกี่ยวกับพระบรมธาตุและพระธาตุของข้าพเจ้า
ฆราวาสญาติโยมทั่วไป


โพสต์ : วันที่ 02 มกราคม 2550 18:31:36
สาธุ
โพสต์โดย RE: ประสบการณ์เกี่ยวกับพระบรมธาตุและพระธาตุของข้าพเจ้า
นรภัทร
ลูกบ้าน/สมาชิกชรท.

โพสต์กระทู้ : 3
ที่อยู่ : 86 หมู่2 ต.โพธิ์กลาง อ.เมือง จ.นครราชสีมา
ร่วมเจตนารมณ์อุดมการณ์บ้านเรือนไทย : 26 ธันวาคม 2549 00:28:55
โพสต์ : วันที่ 05 มกราคม 2550 22:14:04
ขออนุโมทนากับท่าน เนิน นราธร ครับ
โพสต์โดย RE: ประสบการณ์เกี่ยวกับพระบรมธาตุและพระธาตุของข้าพเจ้า
นพพร มาตรศรี


โพสต์ : วันที่ 04 มีนาคม 2550 17:23:57
ผมอย่ากได้วิธีทำนำพระธาตุมาบูชาครับ

แนบไฟล์ :

หน้าที่ 1 จากทั้งหมด 2 1 2